--Neu--'s profileMewvenusPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
MewvenusThe Impure Goddess March 15 หลังสอบโปรเจ็คสวัสดีหลังจากเวลาอันยาวนานที่ไม่ได้อัพ
อยากจะอัพเดททุกคนว่า ปัจจุบันนี้
1. มีงานทำแล้ว ที่Sony Device น่ะแหละ ฟลุ้กได้ เริ่มงานวันที่ 1 เมษายนศกนี้
2. ท่าทางโปรเจ็คเรามีแนวโน้มจะติด i ว่ะ แล้วก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะทำได้สำเร็จด้วย ท่าทางอาจารย์ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจ ไม่รู้ ไม่สามารถประเมิณได้
3. ต้องไปทำค่ายของ Cubic mกำแพงแสน ตั้งแต่วันที่ 16-19 มีนาคมศกนี้ ไม่แน่ใจว่าจะได้กลับมากรุงเทพฯ กี่โมง แต่จะพยายามขอกลับก่อนเพื่อจะได้มาส่งฝนได้นะ
4. กูกะมันไม่ได้เป็นแฟนกันโว้ยยยยยยย
5. ยังคงเลิกพูดคำหยาบไม่สำเร็จ รู้สึกว่าจะหยาบขึ้นกว่าเดิม +1 หลังจากเจอพี่ชัย โคตรแย่อะ -*-
6. ยังคงมีความหวังที่จะไปเรียนต่ออยู่ ตอนนี้คิดไปคิดมา ไม่น่าไปสมัครงานเลยว่ะ ชีวิตยุ่งกว่าเดิมอีก
เท่านี้ก่อน
คือว่าโปรเจ็คเรา เราก็ผิดเองแหละที่มัวแต่นั่งโง่แล้วก็ไม่รู้สักทีว่าไอ้ตัวเซ็นเซอร์มันใช้ยังไง เพิ่งจะมารู้เอาเมื่อไม่กี่วันก่อนส่ง present ซึ่งมันก็สายเกินไปแล้ว คือก่อนทำไม่คิดว่ามันจะยากขนาดนี้ไง ใจจริงก็อยากทำต่อจนเสร็จ แต่พออาจารย์ถามว่าจะทำถึงไหนก็ตอบไม่ถูก เลยบอกว่าทำแค่ให้สัญญาณมันออกก็พอ เพราะถ้าสัญญาณออก หลังจากนั้นก็จะเริ่มง่ายแล้ว แต่เดี๋ยวก็มีงานประจำแล้ว เลยไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเอาเวลาที่ไหนมาทำต่อ แอบเซ็ง ที่จริงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะคิดเข้าข้างตัวเองดีมั้ยที่กว่าคนที่จะมาเอาเครื่องจะบอก Spec ก็ก่อนปีใหม่แค่สองอาทิตย์ กว่าเซ็นเซอร์จะมาก็ประมาณมกราปลาย ๆ เดือน กว่าจะสั่งของมาได้ก็ก่อนสอบปลายภาค 1 อาทิตย์ กว่าจะได้ของก็ 1 อาทิตย์ก่อนส่งโปรเจ็ค แถมมีการเบียดเบียนพื้นที่ในการทำงานบวกกับเสียกำลังใจไปมากมาย
เฮ้อ... เอาเหอะ... คือตอนนี้ประเด็นสำคัญคือเราเริ่มอยากออกจากที่นี่แล้ว ไม่อยากเห็นอะไรที่ไม่ควรจะเห็นแล้ว มันทรมานนะเฟ่ย คือถ้าจะกกฟักกันเป็นไข่ในหินก็ไม่ว่า แต่ทำไมต้องมาเบียดเบียนกันด้วยเราไม่เข้าใจ ช่างเหอะ... อยากจบโว้ย ปล่อยเราไปเฮอะ (สำหรับย่อหน้านี้ ถ้าใครไม่เข้าใจ อย่าพยายามเข้าใจเลย มันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่)
ชีวิตปี 4 ที่ผ่านมา ก็อยู่แล็บประจำ หน้าตาน้องกลุ่มเป็นไงไม่เคยรู้อะ น้องชื่ออะไรก็ไม่รู้จัก ส่วนน้องก็ไม่รู้จักเราเหมือนกัน น่าเศร้าดีนะ เหมือนเลือกทางผิด รู้งี้น่าจะเชื่อวสุแล้วอยู่แล็บป๊ะป๋าเด่นชัยยังจะดีซะกว่า ดุโปรเจ็คก็น่าจะง่ายกว่าด้วย -*- รึเปล่าวะ? แต่อย่างน้อยก็มีของใช้ทำจนจบอะ ไม่รู้เว่ย... อยู่ห้องนี้ก็ทำงานบ้านทุกอย่าง กวาดห้องถูห้อง จัดโต๊ะเช็ดโต๊ะ จัดRเข้าลิ้นชัก ล้างเครื่องทั้งห้อง Defrag. ฯลฯ บ้างก็นั่งเล่นเกม บ้างก็หาข้อมูลโปรเจ็ค แต่หาไปก็เหมือนกับลงไปงมหินในน้ำอะ หยิบมากี่ก้อนกี่ก้อนก็ยังบอกไม่ได้ว่าก้อนไหนเอามาใช้ได้ เซ็นเซอร์ก็เสือกแพง ไม่กล้าทำไรมากกลัวมันเจ๊ง ใครว่าเราเสเพลแล้วมีความสุขวะ? เรากำลังสรรหาความสุขเข้าตัวเองต่างหาก แล้วเซ็งยิ่งกว่าคือต้องมาเจอเพื่อนบางคนมาหาเรื่องเนี่ย ช่วยเห็นใจเราเหอะ ใครบอกตัวเองเดือดร้อนเรื่องโปรเจ็คยังไง มาดูกูนี่! ทำโปสเตอร์ออกมามีแต่ข้อมูลที่หามาจากอินเตอร์เน็ต ของจริงยังทำไม่ออกมาเป็นชิ้นเลย แล้วก็ต้องมานั่งฟังคนอื่นบ่นว่า "ยังไม่ได้บัดกรีเลย" บ้าง "ยังทำpowerpointไม่เสร็จ" บ้าง "อาจารย์ให้เกรดไม่แฟร์เลย" บ้าง คือย่างน้อยพวกมึงยังมีโอกาศที่จะมีเกรดนะ กูอะ ยังไม่มีเลย มีคนบอกป๊ะป๋าดุสิตใจดีอย่างงั้นอย่างงี้ ยังไงก็ให้ผ่านแหละ "ถ้าเป็นงั้นจริงทำไมตอนนี้กูยังไม่ผ่านล่ะ?" กูควรจะบัดกรีเหมือนคนอื่นมั้ย? กูควรจะเขียนโปรแกรมที่มันโชว์ผลมากกว่านี้มั้ย? กูควรที่จะทำเซ็นเซอร์เองแม่งเลยมั้ย? ไม่รู้ว่าคิดไม่ออก เอาไงดีอะ? หรือว่าอยู่ต่ออีกปีดีวะ?(ช่วงชีวิตตอนนี้หดหู่สุด ๆ)
อย่าสนใจมากเลย ย่อหน้าข้างบนนี่กูกำลังเครียด
สรุปว่าวันที่จะไปกินอะไรวันที่ 17 เนี่ยคงไปไม่ได้ แล้วก็กูขอโทษด้วยที่คราวนั้นทำให้พวกมึงไม่ได้ไปภูกระดึงกัน แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า การที่กูไม่ไปสักคนเนี่ย มันมีความหมายมากขนาดที่จะให้มึงมาด่าเลยเหรอ? กูขอสารภาพเดี๋ยวนี้ว่า "กูไม่ได้อยากไปตั้งแต่แรกแล้ว!!!" เกลียดพื้นที่แฉะ ๆ และเกลียดแมลงโว้ย ยิ่งมีมดอีกไม่ต้องพูดกัน แม่ชวนไปนอนเต็นท์ที่ดอยกูยังไม่ไปเลย แล้วที่กูบอกมึงว่า "ถ้ามีผู้หญิงไปสักคนกูจะไป" นั่นกูกะว่าถ้ามีผู้หญิงที่อยากไปแล้วไม่มีใครไปด้วยมันน่าสงสาร แต่พอผู้หญิงไปไม่ได้ทั้งสองคนแล้วทำไมมึงจะต้องเดือดร้อนด้วยกูไม่เข้าใจ แล้วก็ตัดสินใจยกเลิกด้วยตนเองแต่มาด่าว่าเป็นความผิดกู เออดี คราวหลังมึงก็ไม่ต้องชวนกู จบ ส่วนวันที่ไปบ้านปอมแล้วต้องกลับพร้อมฝนทั้ง ๆ ที่อยากอยู่จนจบนั่นเพราะว่า ถ้ากูอยู่ต่อก็ถือว่าหน้าด้านแล้ว อยู่ทั้งพ่อทั้งแม่ไม่ให้กลับได้ไง แถมแม่งไม่โทรมาส่งข่าวกันเลยนะว่าพ่อแม่อยู่บ้านจะได้ไม่ไป
พูดเรื่องดี ๆ มั่งดีกว่า
ยินดีด้วยนะสำหรับเพื่อน ๆ ที่มีงานทำแล้ว และเพื่อน ๆ ที่มีที่เรียนต่อแล้ว ยังไงก็ส่งข่าวกันบ้าง สำหรับเพื่อน ๆ ที่ยังดิ้นรนอยู่ กูว่ามึงไม่ตกงานหรอก หาไปเหอะ ถ้าไม่เรื่องมากยังไงก็มี
สำหรับเพื่อน ๆ ที่เหลือที่ยังไม่จบ "เดี่ยวก็จบ"
อยากระบายเรื่องบายเนียร์ภาคไฟ
นี่กูไปทำกรรมอะไรไว้รึไงทำไมยังต้องวิ่งวุ่นในงานบายเนียร์อีกวะ? กะจะให้จัดให้ตัวเองรึไง? (คือไม่ได้ตั้งใจจะว่าน้องนะคะแค่คิดว่าน่าจะมีผู้ช่วยอะไรยังไงมากกว่านี้ ส่วนนึงคือกูแส่ยื่นมือมาช่วยเองแหละ) คือเรื่องของเรื่องคือกูกำลังทำโปรเจ็ค(ที่สงสัยจะไม่จบ)อยู่ แล้วเพื่อนฝนก็โทรมาให้ไปเซ็ตเครื่องดนตรี แล้วก็บอกให้โทรเรียกตูนมา พอลงมาเจอเครื่องเสียงนี่กูอย่างเซ็ง คือเหมือนน้องเค้าไมได้เคยทำมาก่อนแล้วก็ไม่ได้เรียกใครที่ทำเป็นมาช่วยทำด้วย ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน แล้วตอนแรกมันก็ทำนองว่า "พี่เซ็ตเครื่องเลยครับ" -*- เออดี ไม่รู้กระจายงานกันยังไงแต่สุดท้ายโหลดมาลงที่น้องเต้เฮ้ดภาคคนเดียว "ใครจัดการไอ้นี่?" "เต้ค่ะ" "แล้วไอ้นั่นล่ะ?" "เต้ค่ะ" "แล้วไอ้นี่ล่ะ?" "เต้ค่ะ" น้องเอ้ย ทำงานอย่างงี้ตายเสียชื่อเด็กภาคไฟหมดเอ้ย แจกงานมั่งเอ้ย มาช่วยกันแบ่งเบาภาระมั่งเอ้ย พอเรียกใครมาช่วยดูสายไฟหน่อย ผู้ชายรีบกลับบ้านกันหมด ต้องให้ผู้หญิงมาดูแทน ไม่งั้นสุดท้ายก็ "เต้มันรับผิดชอบอะพี่" ... ไม่รู้จะว่าไง สำหรับน้องกลุ่มที่มาอ่าน อย่าให้เป็นงี้นะ อายเค้าตายเลย ไปสัมภาษณ์งานแล้วบอกเค้าว่าเคยทำงานมีระบบอย่างงี้อายตายเลย ส่วนเพื่อนกู โต๊ะจีนกินไม่รอเลยนะ แต่ก็ขอบใจที่เหลือไว้ให้กินบ้าง เหอๆ
เริ่มยาวและ สุดท้ายนี้ก็ขอให้โชคดีปิดเทอมทุกคน ใช้เวลาหยุดอันน้อยนิดให้คุ้มค่า ต่อไปอยากหยุดต้องส่งใบลาแล้ว ส่วนไอ้พวกเรียน "อยากเรียนเหมือนกันว่ะ หยุดเยอะดี แต่จบโทแล้วก็ยังคิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไร" ช่างมัน
ติดต่อกันมั่งเหอะ ตกข่าว January 01 Happy NEU Year!!!มาแว้วววววว... ตามคำเรียกร้อง (มีซะที่ไหนล่ะ -*-)
ก็นะ ไม่ได้อัพมาหลายเดือนแล้ว เพราะว่าไม่มีอะไรจะอัพ ที่จริงตอนนี้ก็ยังไม่มีหรอก แต่กำลังเบื่อ ๆ ก็เลยอยากนั่งพิมพ์อะไรสักอย่าง คุณก็นั่งอ่านอะไรสักอย่างของเราไปก่อนละกัน เหอ ๆ
เนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ได้ทำการจัดงานปีใหม่ที่บ้านไป อุตส่าห์ลองชวนปีอื่นไปมั่ง สุดท้ายก็มีแต่ปีเรา เฮ้อ... เอาวะ ปีหน้าลองใหม่
จงจำใส่หัวไว้ว่า ตราบใดที่เรายังอยู่ประเทศไทย งานปีใหม่ที่บ้านก็จะมีไปเรื่อย ๆ อย่าลืมมาล่ะ มันไม่มีคำว่า "ปีสุดท้าย" จนกว่าจะ "ตาย" เฟ่ย!
ดูเหมือนจะว่าง ๆ แต่ที่จริงก็วุ่น ๆ ต้องเตรียมค่ายสัมมนาภายในสภาผู้แทนนิสิตแล้ว อยากจะสารภาพกับปุ๊ว่ากิจกรรมยังไม่พร้อม ยังไม่ได้ไปซื้อของเลย เช็คก็ยังไม่ได้เอาไปขึ้นเงิน ตอนนี้มีอย่างเดียวที่สำเร็จคือจองที่พัก อีกสองสามวันก็จะไปดูเรื่องอาหารกับการเดินทาง แล้วอีกสองสามวันหลังจากนั้นก็จะออกประกาศว่าให้เตรียมอะไรไปบ้างสำหรับชาวค่าย และก็หวังว่าอาจารย์คงจะไม่นัดเราสอบ Health ในช่วงวันเด็ก ไม่งั้นก็พูดได้คำเดียวว่า "ล่ม" เหอ ๆ สรุปว่าไปอยุธยานะ
สำหรับเพื่อนสาธิตเกษตรที่กำลังจะมีนัดเลี้ยงรุ่นกันในช่วงวันเด็ก ขอแสดงความเสียใจ(หรือดีใจ?) เราไปไม่ได้ เหอ ๆ
ขอแฉหน่อยเหอะ เมื่อวานได้ทำการส่ง SMS Happy New Year ไปยังเพื่อน ๆ หลายคน ถึงมั่ง ไม่ถึงมั่ง แต่ก็มีคนนึง เป็นเพื่อนสุดเก่าแก่ นามว่า นาย จ. นามสกุล ภ. เรียนอยู่ 'ถาปัด ลาดกระบังปี4 โทรกลับมา บอกว่า
"นี่ใครครับ?"
ก็โดนด่ากลับไปตามระเบียบ เหอ ๆ สำหรับผู้ที่ได้รับ SMS จากเรา แต่ไม่รู้ว่ามันมาจากเรา ขึ้นเป็นเบอร์โทร +66867x8xx75 ก็จง mem ไว้ในมือถือซะ (สำหรับผู้ที่ไม่ใช่คนรู้จัก กรุณาอย่าโทรมา)
เออ อยากเล่า มีคนแปลก ๆ โทรมาเบอร์นี้สองสามคนแล้ว ครั้งแรกไม่รู้จะทำไงก็ฝืนใจคุยไป แกล้งบอกว่ามีแฟนแล้ว กำลังติดสายอยู่ ก็ไม่วาง! คิดในใจ "ลองได้เจอหน้าเรา แกวางแน่" สุดท้ายเลยต้องบอกว่า "ไม่ชอบคุยกับคนไม่รู้จัก" ไม่รู้ไปเอาเบอร์มาจากไหน อันตรายจริง ๆ แล้วเสือกจะมาดื้อด้านโทรมาเอาตอนช่วงสอบ อยากด่า ขนาดบอกว่า "สอบพรุ่งนี้ ขอไปอ่านหนังสือ" ก็ยังจะไม่วาง!!!
ครั้งที่สอง มีคนโทรมา พูดไม่รู้เรื่อง ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นภาษาไทย ฟังไม่เข้าใจ ถามอะไรก็ไม่ตอบ ถามว่าโทรมาหาใครก็พูดไม่รู้เรื่อง ก็วางไป สักพักโทรมาอีกและ พูดไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม ส่งให้เพื่อนผู้ชายข้าง ๆ เป็นคนพูดแทนก็ไม่รู้เรื่องแล้วเค้าก็วางไป เย็นวันนั้นก็โทรมาอีก คราวนี้พยายามฟัง เกือบตอกภาษาอังกฤษกลับไปแล้ว นึกว่าคนอินเดียที่เคยไปดูแลตอนกีฬามหาลัยโลกโทรมา แต่ดันฟังออกซะก่อน "อายุเท่าไหร่ เรียนที่ไหนอะ?" วางเลยครับ ในทันที ไม่เอาแล้ว ไม่รู้ไปเอาเบอร์มาจากไหน อยากจะเปลี่ยนเบอร์ แต่เพื่อน ๆ ก็มีกันแต่เบอร์นี้ เฮ้อ... อีกอย่าง ก็ไม่ได้มีพวกหลงผิดอย่างนี้มากมายนัก ก็เลยว่าช่างมันเถอะ...
ส่งข่าวแด่จรสพงษ์ และเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ที่รู้ว่าเราไปสัมภาษณ์ SONY Device มา...
"ตกรอบ"
และสำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องทำโปรเจ็คทั้งหลาย ขอส่งข่าวว่า...
"ยังไม่คืบหน้า"
ดังนั้นท่านทั้งหลายไม่ต้องกังวลว่าท่านจะล้าหลังที่สุด เพราะ...
"ยังไม่ได้เริ่ม"
อยากไปที่ไหนสักแห่งกับใครสักคนที่ไม่ใช่คนเดิม ๆ หน้าเดิม ๆ ที่เดิม ๆ เบื่อมากมาย
"ทำไมต้องอยู่คนเดียวในวันปีใหม่?"
ว่าไปแล้วก็ทำนี่ดีกว่า New Year Resolution เพื่อน ๆ ก็ทำมั่งนะ 10 ข้อ
1. ทำ 5A ให้ได้สักเทอมเหอะ เทอมสุดท้ายก็ยังดี
2. รัก รัก รักษาสิวหน่อยนะ
3. รัก รัก รักษาหุ่นด้วยนะ
4. เรียนภาษาญี่ปุ่นระดับเทพ
5. หาทุนเรียนต่อให้ได้
6. ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ ให้ตัวเองบ้าง โละของเก่าทิ้งสักที
7. ตรวจร่างกาย สักที หาหมอฟันด้วย ครบชุดเลย
8. จัดห้อง!!! บ้านหนูชัด ๆ @_@
9. ลดคำหยาบ เดือนละคำ เริ่มต้นจากคำที่สื่อถึงตัวเงินตัวทอง (ดีมะ?) 12คำน่าจะหมดพอดีรึเปล่านะ?
10. หาแฟนซะที (มั้ง) <-- ข้อนี้คงยากสุด
เอาล่ะ พรุ่งนี้มีสอบ SAFETY ตั้งใจอ่านกันนะเพื่อน ๆ ท่องจำมันเข้าไป จงระลึกเสมอว่า...
"ตอบผิดติดลบ"
เท่านี้แหละ สวัสดีปีใหม่ July 13 นาน ๆ ทีรู้สึกเหมือนควรจะอัพมานานแล้วแต่ก็นะ อย่างที่ทุกคนเห็นอยู่ว่าไม่ค่อยจะมีเวลาส่วนตัวเท่าไหร่
ที่จริงวันนี้ก็ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือ ทำ A4 3 หน้าวิชา optical ให้เสร็จ และก็ตั้งใจว่าจะทำรายงานฝึกงานให้เสร็จ ๆ ไปซะทีด้วย แต่แล้วก็มานั่งคิดว่า ยังไม่มีเวลาให้ตัวเองสักเท่าไหร่เลย เพราะว่าเวลาว่างอันน้อยนิดที่มีอยู่ก็ก่อเกิดความเครียดทำให้ต้องหาอะไรเล่นเป็นประจำ เล่นเกมที่ต้องใช้สมองบางคนก็บอกว่ายิ่งทำให้เครียดเข้าไปใหญ่ แต่สำหรับนอยแล้ว ที่เล่นเกมใช้สมองเพราะมันจะทำให้สมองไม่ว่างซึ่งมันจะได้ไม่ต้องมาคิดเรื่องที่อยากจะลืม ๆ ไปสักระยะ ดังนั้นก็ไม่ต้องแปลกใจที่เกมแต่ละเกมที่นอยเล่นจะเป็นเกมฝึกภาษา คำศัพท์ แก้ปริศนา หรือคิดเลข แต่ว่าตอนนี้ที่มีอารมณ์จะมาอัพบล็อก ก็เพราะว่าช่วงนี้สุขภาพจิตดี ตั้งแต่ไปดู Live Free or Die Hard หรือ Die Hard 4 มานั้น ความคิดเกี่ยวกับชีวิตก็เปลี่ยนไปเหมือนกับได้เกิดใหม่ ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร ไม่รู้ว่าความพิเศษที่ได้มาจากหนังเรื่องนี้มันอยู่ตรงไหน แต่อยู่ดี ๆ ก็เกิดมีความคิดที่ลึกซึ้งขึ้นมาแล้วทำให้ย้อนคิดไปถึงชีวิตและการกระทำทั้งหมดที่ผ่านมา เกิดมองเห็นสัจธรรมอะไรบางอย่าง ทำให้ใจเย็นลงมาก แล้วก็รู้สึกเหมือนทำได้ทุกอย่าง คืนนั้นก็เลยวางแผนงานใหญ่จนเกือบจะสำเร็จภายในคืนเดียว คึกเพราะสมองโลดแล่นจนถึงตี 4 แล้วก็ตื่นมาตอน 10.30น. ซึ่งเป็นเหตุให้โดดเรียน Elec. Design (ขอโทดค้าบบบบ -/|\-) แต่ยังไงก็อยากโดดอยู่แล้ววิชานี้ เพราะเหมือนเข้าไปนั่งลอกเล็คเชอร์แล้วก็ออกมา ไม่ได้ความรู้เพิ่มเติมเลยครับ อาจารย์สุวิทย์ค้าบบบบ เลิกสอนด้วยวิธีนี้เหอะค้าบบบ มันแค่ช่วยให้ไม่หลับแต่ไม่ได้ช่วยให้รู้อะไรเพิ่มเลยค้าบบบ
ประกาศ อยากได้ Sponsor สำหรับกิจกรรมมหา'ลัยอันยิ่งใหญ่ที่นอยจะจัดขึ้นมากมาย ถ้าใครมีอะไรจะแนะนำที่ไหน หรือมีคนรู้จักอะไรยังไงที่อยู่ในบริษัทที่ขอ sponsor ได้เนี่ย ช่วยบอกที แล้วเดี๋ยวจะขอใช้บริการให้ช่วยติดต่อให้ แล้วเราจะให้ค่านายหน้า 1-5% ของเงินที่ได้มา (ก็เยอะนะเฟ่ย) ไปเล็ง ๆ ไว้แล้วช่วยมาบอกด้วย ต้องการจริง ๆ คิดว่าเป้าหมายอาจจะหลายแสนอยู่ ดังนั้น ยิ่งมากยิ่งดีค้าบ ช่วยกันหน่อยค้าบ
เมื่อเที่ยงเป็นครั้งแรกในรอบ 1 เดือนที่ได้เล่นตุ่ยสล้าฟกับเพื่อน ๆ variety2 รู้สึกเหมือนห่างหายไปนาน แอบดีใจ อยากเล่นกะพวกแกบ่อย ๆ นะเว่ย คิดถึงมากมาย กูขอโทษที่หายตัวบ่อย
เทอมนี้ A ช้วนครับ สัญญากับตัวเอง จะพยายามขยันขึ้นสัก 2 เท่า นอยทำตัวเป็นคนดีแล้วนะเว่ย เข้าเรียนเกือบทุกวิชา (เว้น Elec. Design ไว้ตัวนึง แต่สัญญาครับ ปลายภาคเข้าชัวร์) สัปดาห์นี้มีพัฒนาการใหม่ด้วย "ตื่นก่อน 8 โมงครึ่งครับ ยะโฮ่!!!!!" ดีใจอย่างสุดซึ้ง เมื่อวานเป็นครั้งแรกที่มีเรียน Biomed. ก่อนเวลา รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เป็นผลให้เข้าเช็คชื่อทันในวิชา Power E. สุขภาพจิตดีครับ แล้วยิ่งงด Logic ด้วยแล้ว ทำให้มีเวลาเตรียมตัวก่อนไปประชุมระหว่างสภาฯกับสโมฯอีก โอ้เย่! อาจจะมีเรื่องคับข้องใจเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า พอคิดไปคิดมาก็สามารถมองมันในแง่ดีแล้วก็กลับมามีสุขภาพจิตดีอีกครั้ง อะโหว อะไรมันจะมีความสุขขนาดนี้ เหอ ๆ ไม่ได้รู้สึกอย่างนี้มานานมากแล้ว จำได้ว่า ครั้งสุดท้ายที่เป็นแบบนี้คือตอนกลับมาจากอเมริกาใหม่ ๆ (ตอนนั้นขอบคุณมากนะสำหรับความสบายใจและช่วงเวลาดี ๆ) ที่ต้องได้ A ช้วนเพราะว่า มันจะทำให้เกรดเฉลี่ยสะสมของนอยเป็น 3.00 พอดี ยะโฮ่!!! ยังมีโอกาสเรียนต่อทุกที่ได้อยู่ ต้องสู้ !!!
ตัวเล็กกะอาจารย์ดุสิตสนับสนุนให้สอบทุน monbukusho แล้วไปต่อที่ญี่ปุ่น แต่ว่าต้องได้เกรดเกิน 3 และต้องไปสอบภาษาญี่ปุ่นระดับ 2 ให้ผ่าน เอาแหลวเว่ย กูบิดคันเร่งแล้ว พวกแกคิดเรื่องอนาคตกันหรือยัง? อย่าปล่อยเวลาไปตามน้ำไหลนะเว่ย วางแผนกันได้แล้ว ก่อนสอบจะได้ตั้งใจอ่าน ๆ กันให้ดี
น้อง ๆ ห้ามจัดทริปวันที่ 3-4 พฤศจิกายนนะ บอกไว้ก่อน ไม่งั้นก็ตัดชื่อพี่นอยออกจากรายการได้เลย ไม่ไป
เพื่อน ๆ ที่ยังหาโปรเจ็คไม่ได้ รีบหาซะ ส่วนเพื่อน ๆ ที่หาได้แล้ว แกรีบทำของแกแล้วมาช่วยกูที เหอๆ ล้อเล่นๆ ก็ตั้งใจทำละกัน เราทำโปรเจ็ค Ultrasound ยังไม่ได้เริ่มเลย ขี้เกียจอยู่ แล้วก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มยังไงด้วย ดังนั้นมันก็จะถูกดองไว้จนหลังมิดเทอม เหอ ๆ แต่อย่างไรก็ตาม เราคิดว่าเราคงจะปั่นมันเสร็จก่อนที่จะต้อง present ใน seminar (เพราะถ้าไม่เสร็จระดับนึงนี่มีสิทธิ์โดนเฉ่งได้จาก 3 คนดังนี้ 1.ศิริโรจน์ 2.ดุสิต และที่สำคัญ 3.ตัวเล็ก ซึ่งรู้สึกว่ามือวางอันดับ 3 นี่จะมาแรง เพราะรู้สึกจะเอาเหล็กจี้มาหลายทีแล้วก็ยังไม่เริ่มสักที ช่วงนี้ยังรอดชีวิตอยู่เพราะของไมค์ต้องเสร็จเร็วกว่า แต่ถ้าหลังไอ้ไมค์แล้วล่ะก็... เหอๆ โดนแน่กรู
อยากเจอเพื่อนเก่าบ้าง ดาว ยอด ปาล์ม กอฟ พวกแกหัดว่างให้มันตรง ๆ กันซะทีสิฟะ!
ส่วนเพื่อนสาธิตเกษตร จงมาเมื่อชาติต้องการ ซึ่งรู้สึกว่าชาติจะต้องการช่วงตุลานี้ จงมา จงมา (กูนี่เองที่want)(เหอะน่า 3 ปีแล้วนะเฟ่ย)
ส่วนไอ้เพื่อน V2 เจอทุกวัน ไม่ต้องห่วง... มาให้เจอแน่ อยู่ละกัน
พี่ปร้อม ไปทำงานเมื่อไหร่ก็บอกด้วย เด๋วมีของส่งตัว เหอ ๆ
อยากดู แฮรี่โว้ยยย อยากซื้อการ์ตูนด้วยโว้ยยย หวังว่าคงไม่นานเกินรอ ค้าง stock มาหลายเรื่องแล้ว มัวแต่คิดว่าถ้าซื้อมาก็คงไม่ได้อ่าน เด๋วมันจะหมดเหมือนเรื่องนึงที่ลืมซื้อแล้วมันดันไม่ผลิตออกมาใหม่แล้ว แทบช็อค
เอาล่ะ พอแล้ว ยาวประจำเลย... แต่ดู ๆ แล้วจากที่อัพมารู้สึกเหมือนอันนี้จะสั้นสุด รึเปล่าหว่า? April 29 ชีวิตช่วงนี้เซ็ง เครียด กินน้ำเปล่า...
ก็เหล้ามันไม่ถูกกับกูนี่หว่า
เอาเหอะ...
เบื่อ... เครียด... ง่วง... นอนไม่พอ...เลิกโทรศัพท์... ทำ powerpoint... กินอาหารคุณภาพต่ำ ดีนะที่ลิ้นจรเข้ ไม่งั้นจะเศร้ากว่านี้อีก
มีความสุขที่สุดคือตอนอยู่ที่หอเงียบ ๆ คนเดียว นั่งเล่นเกมที่เพื่อน ม.ข. เอามาลงให้ในโน้ตบุ๊ค เออ... กูมันเด็กติดเกมนี่...
เกรดไปไม่ถึงที่ต้องการ ให้ตายเหอะ วิชาจะ A ก็ได้ B เทอมนี้แทบจะ B ช้วน เซ็ง... ช่างมัน...
ตื่นไปทำงานตอน 6 โมงเช้า กลับตอน 5 โมงเย็น นอนตอนเที่ยงคืนเพราะนอนไม่หลับ วันไหนไม่ได้กินกาแฟจะทรมาณแทบบ้า
แต่ช่วงนี้อากาศดี เย็นสบาย มีเพลงฟัง มีหนังดู (ทั้งหมดเกิดขึ้นได้ถ้ามี... โน้ตบุ๊ค) แค่เปิดประตูทิ้งไว้ในตอนเย็น ลมก็โกรกผ่านสบาย
มีคนเดินผ่านหน้าห้องสักกี่คน เดี๋ยวนี้ไม่สนใจแล้ว ห้องใครก็อยู่ส่วนห้องมัน เราไม่ก้าวก่ายเขา เขาก็(คง)ไม่ก้าวก่ายเรา
เคยกลับมาจากที่ทำงานแล้วอยู่ดี ๆ ก็มีถุงขยะมาวางหน้าห้องเรา (อะไรเนี่ย?)
ยิ่งกว่านั้น เมื่อสองวันก่อน กลับมาแล้วอยู่ดี ๆ ก็มีรองเท้าของห้องข้าง ๆ ถูกย้ายมาอยู่หน้าประตูห้องเรา (มันจะพิศวาสอะไรนักหนาวะ? อย่าให้รู้นะว่าใครทำ!!!)
ตอนเช้าตอกบัตรประมาณ 7 โมงตรง งานเริ่ม 7 โมงครึ่ง แต่ต้องออกกำลังกายก่อนทำงาน 5 นาที เป็นreutine ทุกคนต้องทำ... ก็โอเคนะ ตื่นขึ้นบ้างเล็กน้อย
เพื่อน ๆ ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวนี้กูตื่นทุกเช้าตอน 6 โมงครึ่งด้วยตนเองทุกวันโดยอัตโนมัติ บางทีกลับบ้านมาโครตเหนื่อย ก็ยังตื่นแบบ Automatic
ปวดหัวตึ้บ ๆ แต่ก็เสือกตื่นขึ้นมา กูละเซ็งตัวเอง ถ้านอนต่อก็จะตื่นขึ้นมาอีกครั้งภายใน 15 นาที กูละเศร้าใจ
คาดว่าเมื่อฝึกงานเสร็จแล้ว คงจะกลับมาสู่สภาพเดิมอีกครั้ง การนอนไม่พอทำให้หลับขณะทำงาน ยิ่งที่ office มีแอร์เย็นฉ่ำอีก... เหอๆ
นั่งประชุมย่อยอยู่กะหัวหน้า ก็หลับมันซะอย่างนั้น ยิ่งฝืนเท่าไหร่ก็ยิ่งทรมาน พี่หัวหน้าต้องเคาะพื้นปลุกตลอดในวันที่ไม่ได้กินกาแฟ
คือว่าประชุมกันบนพื้น โต๊ะญี่ปุ่น ก็โตโยต้าน่ะ คงเข้าใจนะ
ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา มีอาจารย์ญี่ปุ่นมาสอนงาน Maintenance
อ่อ... สำหรับคนที่ยังไม่รู้ นอยอยู่แผนก "ซ่อมบำรุง" นะ ไม่ใช่"ซ่อมตอนเสีย" แต่เป็นการ "ซ่อมบำรุงรักษาไม่ให้มันเสีย"
สรุปว่าคอนเซ็ปต์คือ ต้องรู้คาดการณ์ได้ล่วงหน้าก่อนที่มันจะเสีย ลำบากเอาการอยู่ แต่ก็ดูเหมือนจะทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง
ถูกต้องแล้ว ว่าเราต้องป้องกันปัญหาก่อนที่มันจะเกิด ดังนั้นทุกวันนี้ เราจึงใช้ชีวิตอย่างป้องกันปัญหาล่วงหน้า ดีที่สุดจริง ๆ
ช่วงนี้กำลังคิดถึงคนในอดีตคนนึงอย่างมากมาย คิดแล้วก็ยิ่งเศร้า อยากร้องไห้ อีก3ปีเท่านั้น รออีกนิด ก็จะได้คำตอบที่แน่ชัด
ว่าสัญญาที่มั่นคงมีจริงไหม? จะจำได้ไหมนะ? แล้วสิ่งที่รู้สึกทั้งตอนนั้นและตอนนี้มันเป็นของจริงหรือเปล่า?
เฮ้อ... คิดแล้วก็อยากจะบ้า เลิกคิดดีกว่าแฮะ...
เอาล่ะ จะเล่าให้ฟังอีกนิด ว่าตอนนี้มีแต่เพื่อน ม.ข. เหอ ๆ
กูละเซ็งเพื่อนปุ๊จริง ๆ คือมันกะกูอยู่แผนกเดียวกัน แล้วเด็กฝึกงานแผนกกูมีกันอยู่สองคนคือกูกะมัน แรก ๆ ก็แอบเซ็งนิด ๆ
แต่ตอนนี้เซ็งมากมายกว่าเก่า ก็มันไม่ตั้งใจฟัง แล้วมันก็เอาแต่จะถามจากเรา แรก ๆ ก็อยากช่วยนะ แต่หลัง ๆ ชักรำคาญ
แล้วพี่เค้าสั่งงานมา ก็มายืนกะกูเฉย ๆ ปล่อยให้กูทำไป คือไม่ได้จะอู้งานหรอกนะ แต่จะรอให้กูบอกมันว่ามันต้องทำอะไร
คือ... "มึงจะพยายามด้วยตัวเองมั่งไม่ได้เหรอวะ!?!"
แล้วก็เรื่องที่มีแฟนอีก แม่งก็ปฏิเสธอยู่ได้ว่าไม่มี
จะกลัวทำไมวะ? กะเช็คเรตติ้งรึไง กูไม่พิศวาสมึงหรอก โอ้ย...
คือแม่งตอกบัตรทุกวันแล้วยังจะมาอ้าง รูปwallpaperบนมือถือก็มีชัด ๆ หลุดปากมาตั้งหลายทีแล้วยังจะแสร้งต่อ พวกเพื่อนเค้าก็รู้กันหมดแล้ว กูล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ
(หมายเหตุ: "ตอกบัตร" เป็นศัพท์อินเทรนด์ใหม่ในหมู่เพื่อน ๆ โตโยต้า แปลว่า "โทรศัพท์ไปรายงานตัวกับแฟน")
แต่ก็เอาเหอะ เรื่องนั้นกูไม่สนใจ แต่เรื่องที่กูต้องทำงานหนักกว่ามันนี่เซ็งจริง ๆ
ตอนแรกก็ดูเหมือนจะเป็นคนมีความรับผิดชอบดี กูแอบนับถือเพราะแม่กูชมนักหนาว่าเตรียมตัวมาดีเรื่องดูหอ
ไป ๆ มา ๆ ที่ไหนได้ คือกะพึ่งกูตลอดเลยรึเปล่าวะนี่? ปัจจุบันแยกกันอยู่คนละ shop (คือโตโยต้ามันมี shopสายผลิตอยู่ 6 shop)
เรากะมันได้งานที่เหมือน ๆ กันคนละชิ้น เป็น Manual แบบ powerpoint งานนี้หนักเอาการเหมือนกัน ที่จริงต้องทำเสร็จวันนี้แล้วแต่กูเพิ่งทำไปได้ครึ่งเดียว
คือเหนื่อยมากมาย อย่างแรกคือไม่รู้ว่าเค้าต้องการส่วนไหนบ้าง อย่างที่สองคือต้องทำให้คนที่ไม่รู้อะไรเลยเข้าใจง่ายที่สุด ก็ทำ Manual นี่หว่า เรานั่งทำทุกวัน ขวนขวายด้วยตัวเอง เพราะพี่เค้าก็บอกแต่ต้นแล้วว่าไม่ว่าง ให้หาข้อมูลเองเลย ถามใครก็ได้ หรือไม่ก็เปิด Manual อ่านเอาเองแต่เพื่อนเราคนนี้นี่สิ ให้ตายเถอะ ตอนแรก ๆ มันเข้าไปนั่งเฉย ๆ รอให้พี่เค้าบอกว่าควรจะเปิด Manual เล่มไหน ไปดูสายผลิตกับใครเมื่อไหร่
จนกระทั่ง 3 วันให้หลัง เราก็บอกว่า "ไปไลน์ก่อนนะ" มันก็ถามว่า "เออ แกไปไลน์พี่เค้าให้ทำอะไรมั่ง?"
เราก็เลยเอา Schedule ให้มันดู มันก็บอกว่า เหมือนกันเลย แล้วเราก็บอกว่า "เนี่ย ทำไปได้พักนึง พอเอาให้เค้าดู เค้าก็ให้เพิ่ม เหอๆ"
มันก็บอกเราว่า "นอยเริ่มทำแล้วเหรอ? เรายังไม่ได้ทำเลย พอดีพี่เค้าไม่ค่อยอยู่ เราก็เลยไม่รู้จะทำอะไร" เหอ ๆ...
และแล้ว... หลังจากวันนั้น ศรัทธาในตัวมันที่เหลืออยู่ของกู ก็หมดลง... แบบว่า... มึงนี่... คิดเองไม่ได้หรือไงวะว่าต้องทำอะไรยังไง
แล้วที่สำคัญ... ถ้ามึงไม่รู้ทำไมไม่ถามเค้าก่อนล่ะฮะ??? แอบเหนื่อย
ที่แย่สุด ๆ เลยคือว่าวันนี้ หัวหน้าเราถามว่า "เพื่อนนอยเป็นไงบ้าง เค้าได้งานยังไง" นอยก็บอกว่า "เหมือนกันนี่แหละค่ะ"
"แล้วเค้าทำไปได้ถึงไหนแล้ว?" เอ่อ... พอดีว่าไหวตัวไม่ค่อยทันไง ซื่อตรงจัด ก็ตอบไปตรง ๆ
"เห็นบอกว่ายังไม่ค่อยถึงไหนเลยอะค่ะ พอดีว่ามันไม่ค่อยขยันอยู่แล้ว คงต้องใช้เวลาปรับตัวนิดนึงค่ะ" <<< ตอบงี้ชั่วมั้ยเนี่ย?
กลับมาคิดซ้ำไปซ้ำมาอยู่นาน แล้วก็คิดว่า "ก็พูดไปแล้วนี่ ช่างมันเหอะ พี่เค้าไม่คิดอะไรหรอก ไม่ใช่ไลน์เดียวกัน"
แต่ตอนเช้ามันก็ก่อคดีไว้อยู่เหมือนกัน คือพี่หัวหน้าใหญ่ของเราเค้าให้เข้าฟังประชุมด้วย แล้วอยู่ดี ๆ มันก็หนีออกก่อน โดยบอกเราว่า
"เดี๋ยวเราไปทำงานต่อที่ไลน์ก่อนนะ" แล้วเราก็พยักหน้ารับรู้ แล้วมันก็ไป
(คือกูคิดไม่ทันนี่หว่าว่าไม่ควรหายตัวไประหว่างประชุม คือตอนนั้นพี่หัวหน้าใหญ่เค้าให้หัวหน้าแผนกอีกคนนึงกลับก่อนได้นี่นา)
เราก็อยู่จนเลิกประชุม ยืนมองซ้ายมองขวาอยู่พักนึง เห็นว่าไม่มีใครจะให้ทำอะไรต่อ ก็เลยเดินออกจากห้องจะกลับไลน์
ระหว่างที่เดินลงบันได หัวหน้าของเพื่อนเราก็เรียกเราไว้ แล้วถามว่าเพื่อนเราไปไหน เราก็บอกว่า "มันกลับไลน์ไปแล้วค่ะ"
"แล้วเค้าได้บอกก่อนหรือเปล่า" "ค่ะ" "บอกว่าอะไร" "กลับไปทำงานต่อที่ไลน์ก่อนนะ แล้วมันก็ไปอะค่ะ" (แบบว่าซื่อตรงจริง ๆ กู)
*** ประโยคสำคัญ *** "เดี๋ยวพี่เลิศพรก็เล่นงานเอาหรอก" (หมายเหตุ: "พี่เลิศพร" คือหัวหน้าใหญ่)
กูก็อึ้งไป คิดในใจ "อ่าวเวร แล้วที่กูเดินลงมาก่อนไม่รอหัวหน้ากูนี่ กูจะโดนด้วยรึเปล่าวะ?" จากนั้นก็รีบรุดหน้ากลับขึ้นข้างบนไป
พี่เลิศพรก็ลงมาพอดี ไม่สามารถบอกได้ว่า ณ ขณะนั้นคิดยังไง แต่คาดว่าคงไม่พอใจเท่าไหร่ เพราะว่าพอเค้าถามอะไรเราก็ตอบไม่ค่อยจะได้
(ก็นะ ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่ากูไม่ถูกกับตอนเช้า ประชุมตอน 7 ครึ่งก็งี้แหละฮะ สมองไม่ค่อยแล่น...) พี่เค้าคงแอบผิดหวังอะ เฮ้อ... เศร้า T_T
แล้วกูก็เดินขึ้นไปหาพี่หัวหน้ากู แล้วก็รอเค้าเดินมาพร้อมกัน พี่เค้าก็ใจดีกันทั้งนั้นแหละนะ ตอนนี้ก็ได้แต่ตั้งใจทำงานให้มากที่สุด เพื่อลบล้างคดีในวันนี้
"ปัจจุบันนี้ผมต้องทำOTแล้วครับ T_T"
อย่าหวังจะได้ชวนไปเที่ยวไหน เพราะกูจาแย่แล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยย
ทำงานก็ไม่ตรงสายครับ แต่คิดว่าอย่างงี้อาจจะดีแล้วก็ได้ เพราะแต่ละคนที่ทำงานที่นี่ก็ได้งานไม่ตรงสายพอ ๆ กัน
สงสัยกูต้องรีบฝึกการสื่อสารให้รู้เรื่องซะแล้ว ไม่งั้นตอน present ให้หัวหน้าใหญ่สุดของแผนกฟังมีหวังโดนเชือดสด
สรุป... ทุกวันที่กลับมาถึงหอ อยากพักผ่อน ไม่อยากคิดถึงเรื่องอะไรทั้งนั้น เกลียดโทรศัพท์ เดี๋ยวนี้จะไม่ค่อยรับ
เพราะ"รำคาญ" คือคนมันเหนื่อย กลับมาบางทีก็อย่างนั่งเงียบ ๆ เฉย ๆ บางทีก็อยากนอน หรือบางทีก็แค่อยากนั่งเล่นกับเพื่อน ๆ ที่หอ แค่นั้น...
ถ้าใครต้องการติดต่อกับกู "กรุณาส่ง SMS" ถ้ากูมีอารมณ์คุยกูจะโทรกลับ แต่ก็นะ ที่ ๆ กูอยู่มันกันดาร
"บัตรเติมเงินออเรนจ์มันไม่มีขาย"
เชื่อกูเหอะ มันกันดารจริง ๆ มองไปทางไหนก็เจอแต่ทุ่งหญ้า เหมือนอยู่คุกที่หรูหราไฮโซและน่าอยู่
คือไม่มีรถออกจากที่นี่ หรือรถเข้าที่นี่ก็ไม่มี ต้องโบกมอเตอร์ไซค์มาจากที่ปากทาง ซึ่งห่างไปประมาณ 5 กิโลเมตร นอกนั้นก็ไม่มีรถรับจ้างใด ๆ ทั้งสิ้นเน็ตหยอดเหรียญครึ่งชั่วโมง 10 บาท ซึ่งกูก็ไม่ค่อยจะใช้หรอก ไม่มีความจำเป็น ที่ทำงานก็มีเน็ตนะ แต่งานกูมันเยอะเกินกว่าจะมานั่งเล่นได้ อีกอย่าง เน็ตโตโยต้าแบ่งหลายสายจัด ช้ามากกกกกก เทียบเท่า 56k ชีวิตกูที่อยู่ที่ฉะเชิงเทรา เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรม ดังนี้
begin
if(ยังอยู่ที่gateway) then {
ตื่นหกโมงครึ่ง;
อาบน้ำแต่งตัว;
เดินไปโรงงานที่อยู่ฝั่งตรงข้าม;
ตอกบัตรเข้า;
กินอาหารเช้าที่โรงงาน;
ออกกำลังกายเช้า 5 นาที;
ทำงาน;
กินข้าวเที่ยงในโรงงาน(อาหารจับกังราคาเท่ามหา'ลัย);
ประชุมย่อยตอนบ่าย;
ทำงาน;
ตอกบัตรออก;
เดินข้ามถนนกลับหอ;
กินข้าวที่แถวหอ("ซึ่งกูบอกตรง ๆ ว่ามีอยู่ 5 ร้าน ทุกร้านเป็นร้านส้มตำที่มีอาหารตามสั่ง รสชาติแทบไม่ต่างกับที่โรงงาน สรุปง่าย ๆ คือมาม่าอร่อยกว่า");
ซื้อน้ำแข็ง;
กลับห้อง;
อาบน้ำ;
เปิดประตูห้องค้างไว้ให้อากาศถ่ายเท;
เล่นเกม + ฟังเพลง / ดูหนังแผ่น;
นอนตอนเที่ยงคืน;
}
else if(อยู่ที่บ้าน) then {
if(ไม่มีแรงจะทำอะไร) then
นอนตายอยู่ที่บ้าน;
else if(มีแรงจะทำอะไร) then
เล่นเกมAuditionทั้งวันทั้งคืน;
}
else ที่บ้านลากตัวไปอย่างปฏิเสธไม่ได้;
end.
เหอ ๆ อีกหน่อยกูก็ต้องเรียนรู้ภาษา PLC อีกตัว เพราะต้องทำ Manual สำหรับควบคุม Robot Arm อยากจะคลั่ง แค่งานแรกยังจะทำไม่ทัน งานสองจามาแล้วค้าบบบ
ไม่ต้องชวนกูไปเที่ยว เพราะกูไม่ว่างจนกว่าจะเปิดเทอม
ไม่ต้องบอกให้กูไปหาอะไรมาให้น้อง เพราะแค่เวลาทำงานให้ตัวเองกูยังไม่ค่อยจะมีเลย
ขอโทษนะน้อง ๆ ปีหนึ่งที่กำลังจะปีสองทั้งหลาย พี่ไม่มีเวลาไปคุยเรื่องสปอนเซอร์ให้น้องหรอกนะ
ส่วนร้านน้าพี่น่ะ ปกติเค้าใจดีนะ แต่ถ้าเค้าไม่ให้ก็คือไม่ให้แหละนู๋ ตัวพี่เองก็คงจะทำอะไรไม่ได้ จะให้ไปขูดรีดมากูยอมจ่ายเองดีกว่านะ
ตอนนี้ทำงานเองแล้วเริ่มรู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยของพ่อแม่ ยิ่งกูได้ทำงานแบบ low pay ด้วยแล้ว กูยิ่งเข้าใจชีวิตคนที่ต้องดิ้นรนเข้าไปอีก
ห้องที่กูเช่าอยู่คนเดียว บางห้องอยู่กินกัน 5 คนพ่อแม่ลูก แล้วคนทำงานก็มีแค่คนพ่อคนเดียว อยู่ได้ขนาดนี้กูก็นับถือ
เอาล่ะ คาดว่าเริ่มจะยาวมากมายและ สุดท้ายนี้
"พวกมึงเอาเวลากับแรงที่ไหนมาอัพบล็อกกันวะ? กูไม่เห็นมีเลย ขอแบ่งมาบ้างดิ..." March 12 3 Blog Marathonคำเตือน: การ update blog space ครั้งนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน 3 วันรวมอยู่ใน Blog เดียว เนื่องจากวันอื่นเหนื่อยจัด มาพิมพ์ไม่ไหว จะมีการแบ่ง section ไว้ 3 section ในฐานะที่เป็นเจ้าแม่จอมเล่ายาว ๆ ขอแนะนำว่าควร print ออกมาอ่านแทนดูจากหน้าจอถ้าไม่อยากตาแฉะ หรือไม่ก็ค่อย ๆ ทยอยอ่านของทีละวัน เพราะขอบอกว่า ยาวมากกกกกกกกก ถ้ามี comment ก็ให้จดไว้ก่อนขณะอ่าน กันลืม อนุญาตให้ comment ยาว ๆ ได้ แล้วจะกลับมาอ่าน :p
สมาชิก V2 ปี3-4ขออนุญาตใช้ฉายาตลอดเรื่อง คิดแล้วมันสนุกกว่าว่ะ ฮะๆ
9 March 2007
วันสอบเสร็จ เป็นวิชาที่พยายามจะเก็บ A ให้ได้ อ่านไป 3 รอบพร้อมให้คนติวอีก สุดท้ายเข้าไป ทำผิด งิด อยากร้องไห้ โอ้ย แทบบ้า นั่งนิ่งอยู่ประมาณ เกือบชั่วโมง แบบว่าเศร้ามาก กลางภาคก็เน่า ปลายภาคก็เน่า จะเหลือมั้ยเนี่ย?
ที่จริงวันก่อนสอบก็นัด ๆ กับปาล์ม เพื่อนสุดloveไว้ ว่าจะไปกินข้าวกันตอนประมาณ 5 โมงเย็น ก็นั่งอ่อนแรงอยู่ที่โต๊ะแดงไปเรื่อย ๆ จนตัวเล็กลงมาจาก lab แล้วก็ไปร้านการ์ตูนที่บาร์ใหม่ แต่ไม่ได้การ์ตูนหรอก ได้ปฏิธินพี่ rain กลับมาแทน (ปัจจุบันแขวนอยู่ที่ประตูห้อง) เดินเอามาเก็บไว้ที่รถ แล้วก็กลับมานั่งบ้าที่โต๊ะแดงต่อ นั่งเล่นตุ่ยรถไฟอยู่เกือบชั่วโมง ก็โทรไปหาปาล์มว่าทำงานเสร็จหรือยัง มันก็บอกว่ายัง เราก็เลยบอกว่า ถ้าเสร็จเมื่อไหร่ก็โทรมาแล้วกัน ก็นั่งเล่นต่อ ทั้งทายสูงต่ำ ทั้งเกมจับคู่ดำแดง ไปเรื่อย ๆ จนหกโมงครึ่ง เจอหนุ่มล่ำมา บอกว่า "นัดกับปาล์มไว้ 5 โมงไม่ใช่เหรอ?" "เออ แต่มันทำงานอยู่ บอกเลิก 5 โมงมันต้องมี delay อยู่แล้วแหละ" แล้วก็โทรไปถามมันว่า ตกลงว่าไง ปาล์มก็บอกว่า "คงไม่ได้แล้วล่ะ แกกลับไปก่อนเลยแล้วกัน" ดีนะเนี่ยที่ตัดสินใจรอที่ ม. ไม่งั้นมีหวังไปแกร่วที่สยามอยู่คนเดียวแหง นั่งอยู่กับตัวเล็กไปสักพักสาวล่ำกับแป๊กสิบเปอร์เซ็นต์ก็มา บอกหิวข้าว แต่ตัวเล็กมีพิซซ่าแล้วที่แล็บ ก็เลยกะว่าจะไปกินข้าวกัน 3 คน แต่ยังคิดไม่ออกว่าที่ไหน แล้วขี้เมาก็โทรมาบอกว่าจะไปด้วย พอขี้เมามาสักพักก็ไปกินกัน 4 คนที่ล้อเกวียน (สำหรับคนที่ไม่รู้จัก ล้อเกวียนคือร้านส้มตำแถวเกษตร) ที่ร้านมีหนูด้วย แล้วคือหนูมันอยู่ในกะละมังล้างจานอะ วิ่งไปวิ่งมาโฉบเศษอาหารแล้วก็หลบไปกิน มีประมาณ 3-4 ตัว เหอ ๆ
สถานการณ์ขณะนั้น สำหรับคนที่รู้เรื่องแล้ว เหมือนไปกัน 2-2 ไปถึงไม่นานเพิ่งสั่งเสร็จพี่โป้ก็โทรมา บอกว่าจะมากินด้วยอีก 15 นาที แป๊กสิบเปอร์เซ็นต์ก็บอกให้พี่เค้ามา คิดว่ากว่าจะมาเสิร์ฟคงนาน สัก 10 นาทีให้หลังอาหารที่สั่งก็มาและ (ปกติต้องรอนานนี่นา?) ก็เลยกินไปก่อน จนจะเสร็จและ พี่เค้าก็เพิ่งโผล่มา นั่งหัวโต๊ะ สั่งเพิ่ม สภาพตอนนั้นคือ ฝั่งขวาของพี่โป้เป็นผู้ชาย ส่วนทางซ้ายเป็นผู้หญิง แล้วจัดที่กันเห็น ๆ อะ เพราะว่านั่งตรงข้ามกันพอดี(สำหรับคนที่รู้เรื่องก็ให้นึกภาพเอาเอง) จากนั้นพอพี่โป้มานั่งลงได้แป๊บ พี่โป้ก็ยิงคำถามมาเลย
"สมมุติว่ามีผู้หญิงอยู่สองคน อืม... เนี่ย... สมมุติว่านอยกับสาวล่ำเป็นผู้หญิงสองคน"
นอยก็ถามว่า "ทำไมต้องสมมุติด้วยอะพี่โป้?" (ดันมาสมมุติกับถูกคนพอดีอีก อะไรมันจะเหมาะเจาะขนาดนี้)
"เอาน่า สมมุติว่ามีผู้หญิงอยู่สองคน แล้วผู้ชายเป็นเพื่อนกับทั้งสองคน แบบนี้ดูเป็นยังไง?"
"ยังไงอะพี่ เพื่อนก็เป็นเพื่อนดิ? เป็นเพื่อนแบบไหนอะ? ถ้าไม่ได้มีอะไรเป็นแค่เพื่อนเฉย ๆ แล้วเค้าก็คิดว่าเป็นพื่อนก็ไม่เป็นไรนี่?"
"ก็แบบคุยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ไปกินข้าวด้วยกัน ไปรับไปส่งที่บ้าน... อย่างเงี้ย"
(คำตอบของน้อง 4 คน)"จับปลาสองมือ"
"สับราง"
"ก็เหมือนกับไอ้นี่สองอันเป็นเรือแล้วมีขาอยู่ลำละข้างอะพี่"
"..." <-- อันนี้เราเอง คือมัวแต่ขำ
"ที่กำลังพูดถึงนี่คือพี่ใช่มะ?" <-- ตรงประเด็น
"..."<-- พี่โป้
"เออ เอาไง คือกูเลยละกัน คือพี่ถูกใจสาวอยู่คนนึง แล้วก็มีอีกคนนึง... แล้วก็อีกคนนึง... (คือสรุปว่ามีสามคน จำเรื่องได้ทั้งหมดแหละแต่ว่า ให้พี่โป้เล่าเองจะดีกว่านะช็อตนี้)"
สาวล่ำก็บอกว่า "ไม่เห็นเป็นไรนี่พี่ ก็แค่เพื่อนอะ จะมีกี่คนก็ได้ จะมี 5-6 คนเลยก็ได้ เรายังอายุแค่เท่าไหร่ มีไปเหอะ จะกี่คนก็ได้" (ขอย้ำอีกครั้งว่าแป๊กสิบเปอร์เซ็นต์นั่งอยู่ตรงข้าม)
"สรุปว่าถ้าพี่ทำอย่างนี้ก็ไม่ผิดใช่มะ? ไม่ดูแบบ เลว หรืออะไรอย่างงี้ใช่มะ?"
"ใช่พี่ มันเป็นสิทธิ์ของเราที่จะมีอิสระนะพี่"
"ใช่มะ พี่ทำแบบนี้ไม่ผิดใช่มะ?"
"ไม่ผิดพี่ ถ้าเป็นแค่เพื่อน จะยังไงก็ได้"(เอากันใหญ่เลยครับสองคนนี้ เสริมกันได้เสริมกันดี)
บทสนทนายังมีมากกว่านี้อีกยาว แต่ช่างมันเถอะ เดี๋ยวจะยาวเกิน
หลังจากนั้นพี่โป้ก็เล่าเรื่องคนที่สามให้ฟัง คืออย่างฮ็อตอะ หนุ่มผิวสีอะไรจะฮ็อตได้ฮ็อตดีขนาดนี้
พอเล่าเรื่องคนที่สามจบ ก็ชวนกันไปกิน Swensen's (แบบว่าพี่โป้รั่วมากอะ) สาวล่ำก็อยากกิน เราก็เพิ่งสอบเสร็จ แต่แป๊กสิบเปอร์เซ็นต์มีสอบวันถัดไป ต้องกลับไปอ่านหนังสือ เป็นตัวซีเรียสซะด้วย ไปไม่ได้ (ในใจคงด่าแหลก รอกูสอบก่อนไม่ได้เหรอวะ? ใช่มะ?) ก็เลยตกลงว่าจะไปกัน
ก่อนไปพี่โป้ก็ยิงคำถามไคลแมกซ์ออกมาครับ
"เออนี่ถามหน่อย ระหว่างเพื่อนที่คบกันมานาน กับสาวที่แบบว่าเห็นแล้ว สเป็ค แบบ คนนี้แหละ จะเลือกใคร" <-- ตอนแรกใช้คำว่า "จะทิ้งใคร" สาวล่ำเลยตอกว่า "โห จะทิ้งใครเลยเหรอ? ดูผู้หญิงไม่มีค่าเลยนะพี่" เลยเปลี่ยนเป็น"จะเลือกใคร"
ฟังครั้งแรกแล้วงง
"อ๋อ คือ ระหว่างเพื่อนที่คบกันมานาน จนรู้สึกผูกพันจนชอบ กับคนที่เป็นสาวในฝัน ใช่มะ?"
"เออนั่นแหละ แป๊กสิบเปอร์เซ็นต์ ระหว่างสองคนนี้จะเลือกใคร?"
คือแบบว่าจังหวะนั้น กลั้นไม่ไหวอะ เหอ ๆ เรามองหน้าพี่เค้าแล้วขำไม่หยุดอะ แบบว่าขำจนหน้าแดง เอาเสื้อshopปิดหน้าก็แดงได้อีกถึงหู หันไปหัวเราะได้อีก ดิ้นอยู่บนเก้าอี้ จำไม่ได้แล้วว่าตอบว่าอะไร แต่อยากจะบอกว่า ยังไม่จบแค่นี้ครับ พอถามเสร็จพี่โป้ก็ถามขี้เมาครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ
"แล้วขี้เมาจะเลือกใครอะ ระหว่างคนที่คบกันจนผูกพันกับสาวในฝัน"
บอกตามตรงว่าพี่โป้แบบ... มาได้ถูกวันจริง ๆ อยากกับเอามาสัมภาษณ์กันต่อหน้าต่อตา แบบ reality show กันเลยทีเดียว
ขี้เมาไหวตัวทัน "ขอไม่ตอบแล้วกันพี่"
จากนั้นก็ไปกินswensen's กัน 4 คนที่เมเจอร์รัชโยธิน คือแป๊กสิบเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ไปเพราะว่าต้องไปติวเตรียมตัวสอบวิชากว. พอไปถึงหาที่จอดรถยากมั่ก ที่ก็แคบ รถก็เยอะ เข้าก็ยาก แถมรถพี่โป้เป็นเกียร์กระปุกอีกตะหาก ตอนนั้นก็ประมาณ 3 ทุ่มแล้ว เดินไปที่ตัวตึก คือจอดอย่างไกลอะ เหอ ๆ ไปถึงก็แยกย้ายกันไปเข้าห้องน้ำ เรากะสาวล่ำขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้น 2 สวนกะกู๊ฟฟี่กะน้องคิวพอดี เลยชวนกินไอติมด้วยกัน สรุปมีกัน 6 คน (อ่อ... เพื่อน ๆ ครับ อยากจะบอกว่า swensen's ไม่มี 59 แล้วนะ มีแต่ 69 mango มันเริ่มจะเพิ่มราคาแล้ว) พอลงมา คนเยอะมากต้องรอโต๊ะ เราก็สั่ง midnight brownie ไป พอน้องคิวจะสั่งรสช็อคโกแล็ต เค้าก็บอกว่าหมดค่ะ พอจะสั่งช็อคโกแล็ตอีกแบบ เค้าก็บอกว่า ตอนนี้พวกช็อคโกแล็ตหมดหมดเลยค่ะ เหลือแต่แบล็คฟอเรสต์กับมิดไนท์บราวนี่ (อะไรจะเป๊ะอย่างงี้เนี่ย เหอๆ คือถ้าเราคิดจะกินอย่างอื่นก็อด โชคดีที่ชอบอยู่แบบเดียวแล้วมันมีพอดี) เพิ่งรู้ว่าพี่โป้เป็นแบบ... กดดันพนักงาน คือ... ไอติมมันละลายก่อนมาถึงเรา ซึ่งกู๊ฟฟี่ก็เล่าให้ฟังว่ามันเป็นปัญหาของ swensen's มานานแล้ว (sklynบอกมาอีกที มันได้ฝึกงานที่ swensen's) พี่โป้ก็บอกพนักงานว่า
"เนี่ย... มันละลายอะครับ"
"เอ่อ... จะให้เปลี่ยนให้มั้ยคะ?"
ขี้เมาบอก "ไม่เป็นไรครับ" รีบตัดบท สงสารเค้า
พอพนักงานไป พี่โป้เลยบอกว่า ต้องกดดันไว้บ้างนะ ต่อไปเค้าจะได้ปรับปรุง เพราะเค้าต้องกลัวcomplainอยู่แล้ว พอของเรามา (สั่ง icecream shake) น้องคิวก็บอกว่า
"นี่ก็ละลายนะเนี่ย"
จากนั้นก็มาถึงช็อตอีกครั้ง พี่โป้ก็ถามน้องคิวว่า
"สมมุติว่า มีผู้หญิงสองคน แล้วพี่จะเป็นเพื่อนกับทั้งสองคน แบบเหมือนดูว่าเราจะชอบคนไหน น้องคิวว่าผิดมั้ย? เมื่อกี๊ถามสองสาวแล้วเค้าบอกว่าไม่ผิด"
(เรายังไม่ได้พูดอะไรเลย เหมาไปซะงั้น - -;)
ทุกคนหันไปมองมันเป็นตาเดียว กู๊ฟฟี่ก็มองแบบว่า "ตอบดี ๆ นะไม่งั้นซวยแน่"
"ผมว่าไม่ผิดพี่ แต่ถ้าเป็นผม ผมไม่ทำ" นี่... มันฉลาด
แต่พอถึงคำถามที่สอง ก็ต้องจอดจริง ๆ
"ระหว่างคนที่คบกันมานานจนผูกพัน กับสาวในฝัน ที่เห็นครั้งแรกแล้วแบบ คนนี้แหละใช่เลย จะเลือกใคร"
จังหวะนี้น้องคิวได้แต่ยิ้มครับ แล้วก็หันมามองหน้ากู๊ฟฟี่ ฮะๆๆๆๆๆๆ
"แกตอบอะไรก็ตอบไปเถอะ เราไม่ว่าอะไรหรอก" (น้ำเสียงแบบว่า "ตอบดี ๆ นะแก")<-- ขำว่ะ ฮะๆๆๆๆๆ
อยากจะบอกว่ากินเชคเข้าไปอย่างเลี่ยนเลยอะ เหมือนกันไอติมที่ละลายแล้วทั้งแก้ว แหวะ กินเสร็จก็กะว่าจะกลับมาตีปิงปอง สาวล่ำแบบว่าโคดรั่วอะ ไม่ได้นอนมาสองวัน แต่จะตีปิงปองโต้รุ่ง บ้ามั่ก เราก็บ้า เหอ ๆ ก็ชวนกู๊ฟฟี่กะน้องคิว แต่กู๊ฟฟี่ไม่ไป น้องคิวเลยจะไม่ไปเหมือนกัน เข้าไปส่งกู๊ฟฟี่ที่หอ เดี๋ยวนี้มันจอดรถข้างกำแพงซอยกันแล้วเหรอเนี่ย? เข้าออกอย่างยากอะ รถสวนกันไม่ได้ ตอนเข้าไปก็ไม่มีรถอยู่หรอก แต่ตอนออกนี่สิ ต้องหลบไปหลบมาสุด ๆ แล้วยังต้องกลับรถอีก เกียร์กระปุกอีก เหอ ๆ ในซอยนั้น พี่โป้ก็ขับรถยึกยักไปยึกยักมา รถดับไป 3 ที แถมโหลดต่ำใต้ท้องรถก็ขูดกันไปกี่ทีไม่รู้ ลำบากสุด ๆ สุดท้ายพี่โป้ก็ลุยออกมาได้ ก็คุย ๆ กันเรื่องตีปิงปอง คุยไปคุยมาลืมส่งน้องคิวที่ประตู 1 ก็เลยกลายเป็นเลยตามเลย น้องคิวต้องเข้ามาตีปิงปองด้วย (คือพี่โป้ก็โคดรั่วอะ เหอๆ) ตอนแรกเราว่าจะอยู่ติวแป๊กสิบเปอร์เซ็นต์เลยไมได้ติวเลย โทดที โทรมาบอกว่าเครียดมาก บอกว่าตัวเล็กงอนที่ไปกินไอติมไม่ชวน ให้โทรไปคุย ก็เลยโทรไปคุย ตัวเล็กยังอยู่ที่แล็บอยู่เลย ปรากฏก็ไม่ได้งอน แค่อารมณ์เปลี่ยวเฉย ๆ เลยชวนมาตีปิงปองด้วยกัน ก็ยังไม่ยอมลงมาสักทีเลยขึนไปตาม คือจริง ๆ แล้วจะให้ลงมาตีแทนเรา เพราะเราตีไม่เป็น อยากนั่งดูเฉย ๆ แต่เค้าไม่ยอมกันครับ สุดท้ายก็ต้องมาตีอยู่ดี ตีก็แปลก ๆ อายว่ะ วันนั้นสุดท้ายกลับบ้านตอนตี 1 กว่า ๆ ไหนว่าจะโต้รุ่งไงเทอ เหอ ๆ
ขี้เมา บังอาจโกหกเรานะ แถมโกหกแบบจับได้เห็น ๆ อีกต่างหาก คราวหลังก็... นะ แล้วแต่จะคิด
ส่วนพี่โป้นี่แบบว่า... มาได้ถูกวันจริง ๆ เหอ ๆ
___________________________________________________________________________________________________
11 March 2007
วันนี้เป็นวันแต่งงานของพี่สาวไม่แท้(พี่นุ้ย) พี่เค้าอายุได้เหยียบ 30 แล้วแต่หน้าเหมือนอายุเท่าเราเลย หรือเพราะเราหน้าแก่วะ? - -;
หน้าที่ของเราในวันนี้ก็คือ กั้นประตูทอง คู่กับพี่สาวไม่แท้อีกคนที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเจ้าสาว(พี่ปลา) และก็เป็นคนเชิญน้ำสังข์ให้แขก จากนั้นตอนงานเลี้ยงต้องเป็น reception หน้างาน ต้องมีชุดกลางวัน แล้วก็มีชุดกลางคืน ส่วนชุดนี่ก็ไม่ได้ซื้อใหม่หรอก ใช้ของพี่สาวตัวเอง คือบ้านนี้ มีเราเป็นมนุษย์ freesize ใส่รองเท้าของทุกคนได้พอดีทั้งนั้นไม่ว่าจะเบอร์ 5 6 7 8 เสื้อก็ใส่กันได้ กางเกงก็ใส่ได้ สรุปคือ ชีวิตนี้คงไม่ได้ต้องซื้อเสื้อผ้า รอคนอื่นซื้อมาแล้วรอเซ้งอย่างเดียว เหอ ๆ (ไม่ขนาดนั้นหรอก แต่ถ้าบ้านนี้งกจริง ๆ มีหวังคงอย่างงั้นแหละ) สรุปคือใช้ชุดพี่สาวทั้งกลางวันกลางคืน อย่างหรูและใส่ลำบากมาก เนื่องจาก พูดกันตรง ๆ คือ พี่มี(เซ็นเซอร์)แต่เรามีไม่เท่าเค้า
เริ่มมาคือต้องตื่นอย่างเช้าเพื่อไปรับแม่ที่สนามบินสุวรรณภูมิตอน 6 โมงเช้า คือต้องออกจากบ้านตี 5 ครึ่งเพื่อให้ทัน แต่ว่านะ... คืนก่อนหน้านอนตีสองกว่า เหอ ๆ คิดว่าคนอย่างเราจะตื่นเหรอครับ? ไม่มีทาง... นาฬิกาดังก็กดปิด ขออีกหน่อยน่า ไม่ไหวอย่างแรง สุดท้ายพ่อมาเคาะประตู คงต้องตื่นจริง ๆ แล้วสินะ แต่ตาแทบลืมไม่ขึ้น หัวนี่ไม่ตื่นจริง ๆ พ่อแต่งตัวเรียบร้อยแต่เราก็ไปทั้งเสื้อยืดกางเกงขาสั้นนั่นแหละ ก็กะว่าจะไม่ลงจากรถแล้วก็รับแม่กลับมานอนต่อแล้วค่อยแต่งตัวสำหรับไปพิธีสู่ขอแล้วก็รถน้ำสังข์ตอน 11 โมง แต่แล้วแม่ก็โทรมาตอนลงจากเครื่องว่าถึงไหนแล้ว ตอนนั้นเพิ่งถึงพระราม9 เอง แต่ก็คาดว่าคงไปทัน เพราะแม่รอกระเป๋าอยู่ แม่ก็สั่งว่า
"เดี๋ยวแม่จะรอที่ประตูสี่นะ ที่ผู้โดยสารขาออก เอ๊ย ขาเข้า"
จากที่แม่เคยสั่งเคยสอนเนื่องจากเราเป็นคนที่ลืมง่าย สับสนง่าย (ก็ขนาดซ้ายขวายังแยกไม่ค่อยจะถูก) ก็เลยทวนทุกคำพูดที่ได้ยินออกมาดัง ๆ คือกะให้พ่อช่วยจำด้วย แล้วก็ทวนทั้งหมดใหม่อีกครั้งว่าเข้าใจตรงกัน (แม่สั่งให้พูดอีกที) ก็พูดถูก เสร็จแล้วก็นั่งรถไป ก็มึน ๆ เมา ๆ จำไม่ค่อยจะได้ว่าตกลงมันขาเข้าหรือขาออก พอถึงที่สุวรรณภูมิเราก็เห็นป้าย"ผู้โดยสารขาเข้า" กับ"ผู้โดยสารขาออก" เราก็บอกพ่อว่า "พ่อ ขาออกนะ" พ่อก็ถามว่า "นอยพูดว่าขาเข้าไม่ใช่เหรอ?" "ไม่ใช่ ขาออกดิ" "อ่าวเหรอ?" พอจะถึงทางเลี้ยง "พ่อ! ขาเข้า!" "อ่าว เมื่อกี๊บอกขาออกไม่ใช่เหรอ?" "เออว่ะ อืม ใช่ ๆ ขาออก โทดที" ก็โทรไปหาแม่ "แม่ ถึงแล้วนะ" "ไหนอะ? แม่ไม่เห็นเลย" "อ๋อ กำลังจะถึง คือกำลังจะไปถึงตรงนั้นแล้วให้ออกมารอได้เลย" "อ่อ" ยังพูดถามไม่ทันจบ แม่ก็วางสายไปก่อน คือจะถามอีกทีว่า ประตู4ใช่มั้ย ก็ไปที่ผู้โดยสารขาออก ไม่เห็นมีคุณแม่เลยครับ ก็เลยโทรถาม "แม่ก็อยู่ตรงทางเดินเนี่ย... entrance 4 นะ" "ก็เนี่ย จอดอยู่ระหว่าง 4 กับ 5" แม่ก็วางไป ไหนวะ? ไม่เห็นเลย ที่ก็ออกจะกว้างโล่งไม่น่าจะซ่อนตรงไหนได้ ไหนวะเนี่ย? สุดท้ายก็ต้องลงจากรถทั้งสภาพเพิ่งตื่นอย่างงั้นแหละ มันผมแบบกระเซิงๆ ใส่เสื้อยืดตัวใหญ่กางเกงขาสั้นแบบชุดนอนคล้าย ๆ บ็อกเซอร์ รองเท้าแตะ ใส่แว่นก็เบี้ยว ๆ หน้าก็ดูเพิ่งตื่นสุด ๆ มือถือโทรศัพท์ กระเป๋าอะไรก็ไม่มี ออกไปตามหา ก็ไม่มีแม่อยู่ คนก็มองกันอยู่ได้ มองไรวะ? พยายามโทรหาก็โทรไม่ได้สักที กลับมาที่รถ ที่ไหนได้ พ่อกำลังคุยกับแม่อยู่ กำลังทะเลาะกันเลยทีเดียว จับใจความได้ว่า แม่อยู่ที่ผู้โดยสาร"ขาเข้า" ส่วนเราอยู่ที่"ขาออก" ก็เลยถามพ่ออีกทีว่าคำสุดท้ายที่เราพูดทวนออกมาคือคำว่าอะไร พ่อก็บอกว่า "ขาเข้า" กรรมเวร ผิดที่กูนี่เอง พาเค้าทะเลาะกันแต่เช้า ก็ลงไปรับ เจอมะม้าหน้าบูดอยู่ที่ทางเข้า แง่ว ขอโทดก๊าบ ขึ้นรถมาแม่ก็ชิงหลับเลย ก็ดี ไม่งั้นมีหวังได้ฟังด่ากันยันถึงบ้านแหง โหดจริงคู่นี้ เริ่มเมื่อไหร่ไม่มีจบง่าย ๆ แน่นอน ไม่ชอบอะ ให้รุมด่าเราไปซะดีกว่า ไม่อยากมานั่งเป็นตัวกลางระหว่างคนสองคนทะเลาะกัน กลับมาถึงบ้านก็หลับและ ตอนนั้น 7 โมงนิด ๆ
สัก 8 โมงกว่า ๆ เกือบ 9 โมงพี่เลี้ยงก็เข้ามาปลุกบอกว่าแม่จะไปทำผมแล้ว ให้ไปด้วยกัน เราก็ตื่นด้วยความทุลักทุเล นอนไม่พอเฟ่ย! แต่ก็เอาวะ งานเป็นงาน ก็ลงไปข้างล่าง ระหว่างที่อยู่ในรถ แม่จะไปร้านทำผมอะไรไม่รู้ แล้วยังไงก็ไม่รู้จำไม่ได้ อยู่ดี ๆ เราก็บอกเค้าว่าพี่นุ้ยนัด 11 โมงที่โรงแรม ปรากฏว่าเค้านัดแม่ไว้บ่ายโมง อ่าวยังไง??? แม่ด่าแหลกเลย บอกว่าเราต้องสับสนแล้วจำผิดแน่ ๆ เพราะว่าเป็นอย่างงี้ประจำ เป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง อารายว้า มีการพาดพิงไปถึงเมื่อเช้า เถียงไม่ออก แล้วเราก็ถามว่า ถ้าเราจำไม่ผิดล่ะ แม่ก็เลยด่าพี่เค้าแทน ว่า "เนี่ย ให้นัดแนะแม่ก่อนแล้วนะ บอกแล้วว่าจะไม่อยู่นะ จะกลับมาเช้าวันนั้นนะ ไม่มีเวลาทำอะไรอย่างอื่นเลยนะ ต้องบอกให้พร้อมเลยนะ แล้วยังจะอย่างเงี้ย ไม่ชอบเลย บอกตรง ๆ ว่าเกลียดมาก" แล้วก็อะไรอีกไม่รู้ยาวมาก คือแบบ กรูเป็นที่ระบายอารมณ์ตลอดเลย... แล้วทุกครั้งจะมีชื่งมาว่าเรานี่แหละผิด มีการมาบอกอีกว่า "ทำไมไม่บอกแม่ก่อนล่ะ?" "ก็เค้าบอกว่าเค้าคุยกับแม่แล้วอะ เค้าบอกว่าแม่รู้เรื่อง" อ้าว... ก็กรูจะรู้มั้ยเนี่ย ไม่เห็นจะรู้เรื่องอะไรสักอย่างเลย จัดที่โรงแรมอะไรก็เพิ่งจะมารู้ตอนคืนก่อนหน้าที่เค้าโทรมาขอยืมกิ๊บติดผม โดนด่าอีก สุดท้ายไปถึงร้านทำผม เค้าก็ดันมีคิว ทำให้ไม่ทัน แม่เลยยิ่งอารมณ์เสีย ต้องกลับมาสระผมเองที่บ้าน แล้วก็โวยวาย ๆ บอกให้เราโทรไปถามเดี๋ยวนี้ว่าเข้าใจผิดหรือเปล่า... โดนอีกกรู สุดท้ายก็ไม่ได้เข้าใจผิด ก็บอกแม่ไป แม่ก็ด่า ๆ บ่น ๆ อีก โอ้ย! กรูผิดมั้ยเนี่ย? เอาน่า สุดท้ายก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแต่งตัวไปที่โรงแรม หน้าก็ยังไม่ได้แต่ง กะว่าจะลองแต่งเองเป็นครั้งแรก พอมาถึงที่โรงแรมตอนประมาณ 11 โมงนิด ๆ แม่ก็บ่นอีก เรื่องที่เลือกโรงแรมนี้ ตั้งแต่ที่จอดรถ ยันห้องจัดงาน เพราะว่ามันหลงง่าย คือแบบ ตอนนี้อะไรก็ไม่ถูกใจทั้งนั้นอะ เฮ้อ... เอาวะ... ตอนแรกจอดรถเสร็จ ยังไม่ได้ลงจากรถก็เห็นผู้ชายคนนึงผมยาว ๆ เดินมา ในมือถือผ้าซิ่นของผู้หญิงแบบไว้พันคอ หล่อด้วย เราก็ดูอยู่ว่าผู้หญิงแบบไหนนะที่มาด้วย คือดูดีมาก ๆ อะ สักแป๊บผู้ชายคนนั้นก็เดินผ่านมาที่หน้ารถเรา ดูชัด ๆ อ่าว... พี่ชายกูนี่หว่า เหอ ๆ ส่วนผ้านั่นคงเป็นของป้าเราเอง เอิ๊ก... ถึงว่าดิ ตอนเรียนอยู่เห็นพี่ไม่แท้(พี่แนน เป็นพี่ของพี่ชาย) เล่าว่าตอนเรียนอยู่ อ.ก. สาวติดตรึม แถมจะได้แฟนเป็นรุ่นพี่แก่กว่า 2 ปีอีกตะหาก เคยมาที่บ้านบ่อย ๆ โอ้ว... อย่างหล่ออะ ยิ่งชุดนี้แล้ว อะโห... (อยากบอกว่าในสภาพปกติแล้ว แต่งตัวโคดโทรมอะ เค้าจะมีกางเกงยีนส์ตัวนึงที่ใส่บ่อยมาก เหมือนกางเกงช่างทาสีอะ แล้วก็ปกติผมจะหยักศก ไม่หวีด้วย วันนี้ไดร์ตรงมา เท่มากค่ะ อย่างกะดารา กรี๊ด...)
โรงแรมconrad ที่โรงแรมนี้มีsecurityขั้นสูง ถ้าจะขึ้นไปที่ชั้นที่เป็นห้องพัก ต้องมีkeycardห้อง ถึงจะกดลิฟต์ได้ แล้วก็จะกดได้เฉพาะชั้นของห้องตัวเองด้วย กดชั้นอื่นไม่ได้ แล้วความลำบากก็คือ เค้าต้องไปเตรียมตัวกันที่ห้อง 3109 คืออยู่ชั้น 31 แม่ก็บ่นอีก ต้องส่งคนลงมารับที่ลิฟต์ชั้น 2 เหอ ๆ พอขึ้นไปถึงข้างบนแม่ก็เห็นเจ้าสาวกำลังแต่งหน้าอยู่ แม่ก็บอกว่า "นี่ไงพี่นุ้ยกำลังแต่งหน้า เนี่ย ก็ให้ช่างแต่งหน้าเค้าแต่งให้นอยด้วยสิ" เอ๋า... คือหารู้ไม่ว่า พี่เค้าเป็นเพื่อนพี่นุ้ยมาช่วยเฉยๆแบบไม่คิดตังค์ เค้าเป็นโปรอะ แบบมือืดีมาก ๆ ด้วย ถ้าคิดตังค์จริง ๆ ก็หน้าละ 3500 บาท (อย่างแพง แต่แต่งดีมากจริง ๆ นะ) พี่ก็เลยบอกว่า เนี่ย พี่ปลากำลังแต่งหน้าอยู่ที่ชั้น 22 ไปแต่งที่นั่นก็ได้ คือเราก็ไม่รู้เรื่อง เงอะๆงะๆ เอาก็เอาวะ ก็ลงไปชั้น 22 ต้องใช้ keycard อีก วุ่นวายมาก ลงไปกะพี่อีกคน(พี่แนน) ไปเจอพี่ปลายังคงแต่งหน้าอยู่ ก็นั่งรอ ทีนี้ผมก็ไม่ได้ทำ คือมัดเฉย ๆ เลย สภาพแบบวัน ๆ ไป ม. ยังไงก็อย่างงั้นเลย ที่ในห้องนั้นมีช่างทำผมอยู่ด้วยก็เลย โอเค ทำผมด้วยเลยละกัน ก็ต้องรอผู้หญิงคนนึง (ใครไม่รู้ ตอนแรกคิดว่าเป็นญาติฝั่งเจ้าบ่าว) จริง ๆ พอพี่ปลาแต่งหน้าเสร็จต้องเป็นคิวเรา แต่พี่แนนเค้าขอก่อน เราก็ให้ไป ก็พี่เราอะ ก็ให้ก่อนไม่น่าเป็นไร เหลืออีกตั้ง 1 ชั่วโมงกว่าจะเริ่ม จะรู้มั้ยล่ะว่าหน้านึงมันจะต้องใช้เวลาแต่งนาน ก็เห็นเวลาแม่แต่งให้เรา 15 นาทีก็เสร็จแล้วอะ นั่งรออยู่ ผู้หญิงคนนั้นก็ทำผมเสร็จ ดันมีอีกคนมานั่งให้ย้ำเกลียว ก็โอเคให้เค้าไป จากนั้นเราก็มานั่งทำผม เค้าก็ทำให้ ดูๆแล้วก็ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ ดูแก่อะ รู้สึกไปเองมั้ยเนี่ย? แต่เราว่ามันดูแก่อะ เอาเหอะ เค้าทำไปแล้วนี่ ระหว่างทำผมพี่แนนก็แต่งหน้าเสร็จ ผู้หญิงที่เราต้องรอทำผมก็มานั่งแต่งหน้า มาคุย ๆ กับช่างแต่งหน้าแล้วก็แต่ง ๆ ไป เราก็ต้องมานั่งรอคนนี้อีก เอาล่ะสิ ทีนี้อีก 20 นาทีจะถึงเวลาฤกษ์ เอาวะ รอก็รอ ถ้าไม่รอแล้วจะทำไงล่ะ? แต่งเองก็ไม่ได้ เรียกใครก็ไม่ได้แล้ว จากนั้นพี่ปลาก็โทรมา ถามว่าเสร็จหรือยัง เราก็บอกว่า "ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ" ผ่านไปอีก 5 นาที เค้าก็โทรมาอีก ว่าถึงไหนแล้ว
"ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ"
"งั้นเอางี้ ถ้าพี่โทรมาเรียกต้องลงมาเลยนะ"
"ค่ะ"
3นาทีให้หลัง
"ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ"
"ใครแต่งอยู่?"
"ไม่รู้จักค่ะ เป็นญาติพี่จอห์น"
"มันมีหน้าที่มั้ยเนี่ย? ถามมันซิว่ามันทำหน้าที่อะไร บอกมันให้หยุดเลยนะ ให้มันหยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ มันเป็นใครเนี่ยฮะ มันต้องทำหน้าที่อะไรเนี่ย? ถามมันซิ?"
ให้ตายสิ แล้วจะให้ถามยังไงวะ? เวรกรรม... จังหวะนี้ก็เครียดแล้วครับ คือเรื่องเวลาก็เรื่องนึง แต่ที่เครียดได้อีกคือ... ระบบเสียงของ Samsung ครับ เป็นที่รู้กันว่า ระบบเสียงดีเยี่ยม แบบว่าคนข้าง ๆ สามารถได้ยินเสียงสนทนาได้ แล้วยิ่งโมโหและตะโกนลั่นขนาดนี้ เรากะสาวนิรนามคนนั้นก็อยู่ห่างกันไม่ถึงเมตร รวมถึงช่างแต่งหน้าที่แต่งหน้ามาแล้วสิบกว่าหน้า คือแบบว่า... เข้าใจปะ? อารมณ์นั้น... เราเลยส่งสายให้พี่แนนเลย กูไม่เอาแล้ว เครียดฉิบ แถมไอ้หน้าที่กั้นประตูทองนี่มันอะไรยังไง สำคัญขนาดไหนก็ไม่รู้ไม่เคยเห็นไม่เคยเป็นไม่เคยทำ แล้วก็ได้รับการถ่ายทอดความเครียดจากแม่และพี่ เวรเอ๊ย กูจะหัวแตกตาย คราวหลังก็บอกไว้ล่วงหน้าสิ จะได้เตรียมตัวถูก จะรู้มั้ยล่ะ? หน้าก็ไม่เคยจะแต่ง ตอนบายเนียร์ก็แต่งแค่ 10 นาทีก็เสร็จและ นานตอนทำผม นี่ผมก็เสร็จภายในประมาณ 15 นาที โธ่เอ๋ย จากนั้นเค้าก็แต่งเสร็จ เหลืออีก ไม่ถึง 15 นาทีต้องลงไปข้างล่าง
"เมื่อกี๊พ่อแกโทรมานะ" พี่แนนบอก
"อ่าว ไม่ได้รับเหรอ?"
"อือ รับไม่ทัน"
สักพักโทรศัพท์ดังอีก
"เนี่ย พ่อแกอีกแล้ว"
"อ่าว รับดิ"
"ไม่อะ เดี๋ยวแกโทรกลับดิ"
เอ๋า อะไรวะ
"พี่คะรีบเลยค่ะ เหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 นาที"
"5นาทีแล้ว" พี่แนนบอก
เฮ้ย....
"อ๋อ หนูเป็น 4 คนในลิสต์ใช่มั้ย?"
"คงงั้นมั้งคะ"
กุจะรู้มั้ยเนี่ย?
"อ่าวนี่แล้วน้องทำไมไม่มาตั้งแต่เช้าล่ะ พี่มาแต่เช้าแล้วนะ" กูโดนด่าอีก
"ก็พี่เค้านัดมาตอน 11 โมงหนูก็มา 11 โมงอะค่ะ"
สุดท้ายเค้าก็แต่งให้ภายใน 3 นาที รองพ้งรองพื้นไม่ต้องทา ลงแป้งไปเลย แล้วก็ทาตาแบบเร็วจี๋ ปัดขนตาไปนิดนึง ไม่เขียนขอบตาด้วย ปัด ๆ แก้มอย่างเร็ว แล้วก็ทาปาก คือ... พอดูได้มั้ง??? ระหว่างนั้นเค้าก็บ่น ๆ
"เนี่ย เค้าบอกพี่แค่ 4 หน้าแต่เนี่ยตั้งแต่เช้าพี่แต่งมา 10 กว่าหน้าแล้วไม่รู้อะไรบ้าง"
แล้วโทรศัพท์ของช่างก็ดังเป็นว่าเล่น คือเค้าเองก็มีนัดกับคนอื่นไว้ไง นัดกินข้าวเที่ยง ตอนนั้นจะบ่ายและ เราก็เกรงใจเหมือนกันนะ ไม่อยากจะโทษใคร คือแบบจากรู้สึกดีที่พี่สาวแต่งงาน กลายเป็นโคดเครียดเลย กูเป็นโถส้วมใช่มั้ยเนี่ย? ทุกคนพร้อมใจกันมาระบายลงที่กู
"เนี่ย พี่ก็นัดเค้ากินข้าวไว้ เค้าก็รอนานแล้วเหมือนกัน"
คือไม่ได้จะว่าอะไรพี่เลยค่ะ หนูไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้นแหละ รู้อย่างเดียวคือกูรอมาชั่วโมงนึงจนจะสายแล้วโว้ย คนก็โทรตามฉิบหาย โทรไม่พอด่าคนอื่นให้ฟังอีก วุ่นวายจริงโว้ย...
พอเค้าแต่งเสร็จ เราก็บอกขอบคุณเค้า แล้วเค้าก็ถามว่าห้องจะให้ทำยังไง เพราะในห้องมีของพวกญาติเจ้าบ่าวทิ้งไว้เต็มห้องเลยทั้งกระเป๋าทั้งเสื้อผ้า
พี่แนนก็โทรไปหาพี่ปลาว่าจะให้ทำยังไง พี่ปลาก็บอกว่า "ทิ้งไว้เลย ช่างมัน หายก็ให้มันหาย" อะโห...
แล้วเค้าก็บอกทำนองว่า เดี๋ยวบ่ายนี้มาแต่งใหม่แล้วกันนะ
เราก็แบบว่าหงุดหงิดแล้วบอกว่า "ไม่เอาแล้วค่ะ ไม่อยากยุ่งแล้ว อะไรก็ไม่รู้วุ่นวายไปหมด"
คือไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าจะคิดยังไง ก็คงรู้สึกไม่ดีแหละ ขอโทษนะคะ
พอกำลังจะใส่ร้องเท้าที่แม่เลือกให้ คือเลือกคู่ไหนไม่เลือก เสือกเลือกคู่ที่แม่งใส่โคตรยากเลย (ขอโทษ จังหวะนี้ขออนุญาตใช้คำหยาบ) คือแบบ ใส่ให้มันเข้าก็ยาก เสือกจะมีเชือกไว้พันข้อเท้าอีก แล้วไม่ใช่แบบตะขอเกี่ยวปุบปับหรือเป็นกระดุมแป๊ะนะ เป็นเชือกหนังยาว ๆ ไว้พันตรงข้อเท้า ต้องพันสองรอบแล้วผูกเป็นโบว์ เวรเอ๊ย!!! แล้วพี่ก็โทรมาถามว่าเสร็จหรือยัง "กำลังจะลงไปเดี๋ยวนี้แล้วค่ะ" แล้วพ่อก็โทรมา นึกว่าอะไร พูดว่าอะไรรู้ปะ?
"รีบลงมาได้แล้ว ทุกคนเค้ารออยู่คนเดียว"
"หยุดโทรตามเดี๋ยวนี้นะคะ เครียดจะตายอยู่แล้ว หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
แล้วก็วาง คือกูจะบ้า จังหวะนี้คาดว่าช่างแต่งหน้าก็คงได้ยินเหมือนกัน หวังว่าเค้าคงเข้าใจที่เราโมโหไปก่อนหน้า
พอใส่รองเท้าเสร็จ อยากจะบอกว่า ร้องเท้าก็ส้นแบบเป็นแท่งเล็ก ๆ ยาว ๆ อย่างกะให้เดินด้วยหัวเข็ม (ก็เกินไป ไม่ขนาดนั้น แต่เล็กจริงๆ จะล้มแล้วล้มอีก) รองเท้าส้นสูงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก เดินยากมากกกกกกกกกกกกกกกกก เจ็บเท้ามากกกกกกกกกกกกกกกกกกก สวยก็ไม่สวย เม็ดกระดุมมุขเทียมที่แปะอยู่ที่รองเท้าก็หลุดออกมาทีละอันสองอัน เวรเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย โรงแรมแม่งก็เสือกไปห้องนู้นห้องนี้ยากอีก ลงมาจากห้องโซนโรงแรมแล้วต้องเดินอีกไกลใช้ได้เลยกว่าจะไปถึงโซนห้องจัดเลี้ยง จะบ้าตาย ระหว่างเดินไป พี่ปลาก็โทรมาอีก
"กำลังเดินไปเดี๋ยวนี้แล้วค่ะ จะถึงแล้ว"
"โอเคจ้า"
พอวางเราก็บ่น "โทรตามอยู่ได้"
และแล้วก็ไม่พ้นรับการระบายจากพี่แนนอีก 1 คน
"ดีเนอะ ทำหน้าที่เดียวกันแต่ฉันไม่เห็นมีใครโทรตามบ้างเลย" กรรม... ขอโทษ... คือเค้าน้อยใจคิดว่าไม่มีใครเห็นความสำคัญอ่า... ง่ะ ก็งิดเลยครับ พูดไม่ออก
เดินไปถึงก็มีแต่คนชมอย่างงั้นอย่างงี้
เจ็กบอก "อะโห สวยนะเนี่ย น้องชายจำไม่ได้เลย ถามว่านี่ใคร"
แม่ก็บอกว่า "ใช้ได้ สวยนะนี่ นึกว่าจะไม่สวยแล้ว เห็นมีเวลาแต่งน้อย อ๋อผมทรงนี้เหรอ? ทรงเดียวกับแม่ตอนสมัย... เลยนะ" เวร สรุปว่าโบราณสินะ - -;
พี่ปลาเห็นแล้วก็พอใจ แล้วก็สบายใจขึ้นนิดนึง แล้วก็บอกว่าต้องทำอะไรยังไง
พวกป้าที่เป็นญาติตัวเองก็มาชมอย่างงั้นอย่างงี้ จริง ๆ แล้วคิดไปคิดมา คือเค้าชมจริงหรือเค้าแบบว่า ชมเพื่อให้กำลังใจหว่า? แบบว่าปลอบใจอะไรงี้??? คิดมากน่า... - -;
งานยังไม่เริ่ม ยังทันอยู่ คนอื่นรอฤกษ์กันอย่างใจจดใจจ่อ ส่วนเราก็ได้แต่ติดใจว่า อีผู้หญิงที่เราต้องรอคิวต่อมันนี่ทำหน้าที่อะไรกันแน่? สรุปว่ามารู้ทีหลังครับ ว่า... มันเป็นเพื่อนของญาติของเจ้าบ่าว คือไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับใครทั้งนั้นอะ มานั่งเป็นแขกเฉย ๆ อะโห ทำเอากูลำบากเดือดร้อนและอื่น ๆ จับมาเชือดซะเลยดีมั้ยเนี่ย? ยังมีหน้ามาเรียกคนกล้องไปถ่ายรูปให้อีกอย่างงั้นอย่างงี้ ถ้าพี่ปลารู้มีหวังมันโดนแล่เนื้อสดแน่...
สุดท้ายเราก็กั้นประตูทอง ได้ตังค์ด้วย! อย่างกะแต๊ะเอีย เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเค้ามีอย่างนี้ด้วย... ถ้าตอนจี้แต่งงานมีอย่างงี้ละก็ เหอ ๆ... พี่ยีนส์เอ๋ย... หึๆๆๆ (ล้อเล่งน่า)
แล้วพอพิธีสู่ขอเสร็จก็เป็นพิธีรดน้ำสังข์ ก็ต้องขึ้นไปบนเวทีเงอะ ๆ งะ ๆ ทำไม่เป็นว้อยยยย มันต้องทำไงเนี่ย? แล้วก็ต้องยืนคู่กะน้องชายเจ้าบ่าว ที่แบบ... ไม่รู้งานทั้งคู่ เพราะว่าเค้าเองก็เพิ่งจะมีพี่ชายแต่งเป็นคนแรก ส่วนเราก็เพิ่งจะเคยต้องมางานญาติตัวเองเป็นครั้งแรก เพราะว่าวาสนาไม่มี เวลามีงานพี่คนอื่นทีไร ต้องเป็นตอนที่แม่ส่งไปอเมริกาทุกที แอบเซ็ง... สรุปว่าก็ถูไถไปได้ ตอนเช้าจบลงด้วยดี ล่ะมั้ง? คือยืนนาน รองเท้าก็ยืนยาก ตอนเชิญน้ำสังข์จะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ เวทีก็เสือกจะต้องมาเป็นรูตรงที่กรูยืนพอดี บ้าเอ๊ยยยย ขอบคุณพระที่ช่วยคุ้มครองไม่ให้ล้มกันตรงนั้น ไม่งั้น... อายครับ... ถ้วนหน้า ญาติผู้ใหญ่นายพลทั้งหลาย โอ้ย... แล้วคืออยากจะบอกว่า ชุดที่เลือกก็จะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ คือเป็นเกาะอกไง อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลย พี่นุ้ยเลือกให้ ขยับทีก็เลื่อนลงที ไม่ใช่ว่าไม่มีให้เกาะนะ แต่มันต้องยึดเข็มกลัด จะไปรู้มั้ยล่ะ? ไม่เคยใส่นี่หว่า... สักพักต้องเข้าห้องน้ำที ไปดึงขึ้น ลำบากจริง ๆ
ตั้งแต่เล่ามายังไม่มีตอนกินเลยใช่มะ? ถูกต้อง!!! ก็ไม่ได้กินไง... หลังจากเสร็จพิธีถึงจะได้กิน แล้วกินก็ลำบากอีก เพราะลิปหลุด คือนึกภาพ มีแต่ของกินแบบที่ต้องกัด กัดทีปากก็ต้องมาโดนอาหาร ลิปสติกก็ติดไง อย่างตอนกินแอปเปิ้ลงี้อย่างเซ็ง กัดทีต้องเช็ดที ใครจะกินลิปสติกเข้าไปอะ? แล้วคือเค้าดันไม่หั่น ให้กินเป็นผล ๆ งี้ มีดก็ไม่มี สุดท้ายเลยใช้ส้อมอะแหละ แทงเข้าตรงกลางเลย แล้วบิดให้มันแตกเป็นสองซีก แล้วค่อยกิน เลอะเทอะพอดู แต่ก็อย่างน้อยจะได้กินได้สบายใจขึ้นระดับนึง จากนั้นก็ไปเดินในห้างกับพี่แนน ตอนแรกเค้าจะไปเดินคนเดียว แต่เราไม่อยากให้เค้าไปคนเดียวนี่นา เลยจะไปด้วย ทั้งสองคนไม่ได้กินอะไร ก็หิวอยู่ เลยจะซื้ออะไรกิน กระเป๋าตังค์ก็ไม่มี มีแต่ไอ้ซองที่เพิ่งไปกั้นประตูมา ของพี่แนน ของเราฝากพ่อไว้ (คือพี่แนนต้องกั้นประตูเงิน ส่วนเรากั้นประตูทอง ประตูทองจะเป็นด่านสุดท้าย ให้น้องที่ใกล้ชิดที่สุดเป็นคนกั้น มั้ง? แต่คนกั้นประตูทุกคนต้องโสดทั้งชายและหญิง รู้แค่นี้อะ) ก็ไปเจอแม่พอดี นึกดีใจ มีตังค์แล้วเย่ ปรากฏ... แม่ฝากกระเป๋าตังค์ไว้ที่พ่อ แป่ว... สรุป ต้องใช้ตังค์ในซองอยู่ดี ก็ไปซื้อเบอร์เกอคิง (ลืมคิดว่ายังทาลิปสติกอยู่) ซื้อมาก็ต้องขึ้นไปเตรียมตัวข้างบนแล้ว แบบว่าบ่าย 3 อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ลงไปแต่งหน้ากับคนเดิม... แม่ก็บอกให้โทรลงไปเช็คก่อนว่าต้องรอกี่คิว จะได้ไม่ต้องลงไปนั่งรอ เค้าก็บอกว่าเหลืออีก 2 คิว ก็เลยลงไป พร้อมพี่แนน เพราะพี่แนนจะลงไปเติมหน้า พอลงไปถึงช่างแต่งหน้าก็พึมพัมว่า "คนนี้ต้องสวย แล้วก็แต่งให้ใหม่ทั้งหน้า กราก็ไม่ได้ส่องกระจกอะไรเท่าไหร่อะ แล้วก็ขึ้นมาข้างบน เจอแม่ แม่ก็ติ ว่าแก้มสองข้างทาไม่เท่ากัน แล้วก็บอกว่า สีปากก็ซีดไป สรุป ลงไปให้เค้าแก้ให้ด้วยนะ เวรเอ๊ย รอบที่สาม ไอ้ที่ซื้อมาก็ยังไม่ได้กิน ต้องลงไปเติมลิปอีก... ป้าที่เป็นแม่เจ้าสาวก็มาพอดี ต้องแต่งหน้าเพิ่มเหมือนกัน ก็เลยลงไปพร้อมกัน ลำบากใจก็ลำบากใจ เพราะมาหาเค้าหลายทีแล้ว พอมาให้เค้าแก้ ก็บอกเค้าไปว่าแก้มสองข้างไม่เท่ากัน แล้วก็เค้าบอกว่าสีปากซีดไป เค้าก็ประชด ๆ บอกว่า
"อ๋อ อยากได้สีแดงใช่มั้ย?" เฮ้อ... กูซวยอีก
แล้วเค้าก็แก้แก้มให้ แล้วก็ทาสีแดงให้จริง ๆ ด้วย คราวสีสดแบบ สดแปร๊ดเลยค่ะ แล้วก็ทา lip shine ให้ โอ้โห ใสแจ๊ดได้อีก แบบมองแว่บเข้าไปในกระจกแล้วเห็นปากก่อนอย่างอื่นเลยอะ เหอ ๆ
เค้าก็ถามเราว่า เป็นไง พี่แนนก็บอกว่า "โห... แดงแจ๊ดเลย" เราก็แบบว่า "สุดแป๊ดอะ"
พี่แนนเค้าก็พูดว่า ต้องเช็ด ๆ ให้มันจาง ๆ หน่อยจะกำลังดี แต่พอเช็ดเสร็จหันไปก็ยังไม่ต่างเท่าไหร่อะ แต่เค้าบอกว่าโอเคก็โอเควะ ดูไม่เป็น แต่บอกได้อย่างเดียว
"ดูไม่จืดเลย -*- "
คือจริง ๆ แล้วดูเองแล้วรู้สึกว่าเค้าทาตาสองข้างไม่เท่ากัน แต่แก้มนี่ดูไม่ออกเลยว่าต่างกัน คือมีแต่คนบอกว่าแก้มสองข้างไม่เท่ากัน ไม่มีใครพูดถึงตาเลย ทั้ง ๆ ที่เราเห็นแต่ที่ตาไม่เห็นที่แก้ม งงจริง เราก็ถามพี่แนนว่า ต้องแก้ตาด้วยดีมั้ย? พี่เค้าก็บอกว่าไม่ต้องหรอก ก็เจอช่างแต่งหน้าดุอีกทีบอกว่า
"เนี่ย งานกลางคืนมันมองไม่ออกหรือ ไม่มีใครมาดูใกล้ขนาดจะเห็นว่ามันไม่เท่ากันหรอกค่ะ แล้วก็ปากเนี่ย พี่เลือกให้แล้ว ดูตอนกลางคืนแล้วมันก็จะพอดีนะ คือพี่ในฐานะช่างแต่งหน้าพี่ก็คิดว่าพี่เลือกสีได้เข้ากับชุดแล้ว แต่ในเมื่อบอกว่ามันซีดไปพี่ก็คงได้แค่นี้แหละ"
แง่ว... โดนตลอดเลยอ่า... คราวหลังแม่มาบอกเค้าเองเลยนะ ไม่ต้องผ่านเรา แง้...
คือแบบ ไม่กล้าบ่นอะไรเลยอะ รู้สึกเหมือนลิปสติกเข้าปากด้วย... แง้...
จากนั้นก็ขึ้นลิฟต์สุดลำบากมาห้องข้างบนเพื่อให้เข้าเช็คว่า พอใจหรือยัง พอเจอแม่ปุ๊บ ก็ถามว่าเป็นไง เค้าก็บอกว่า
"ไหน? มาตรงแสงหน่อย มองไม่เห็น"
กูก็แบบว่า เริ่มจะโวยวายและ
"ขนาดนี้ยังไม่เห็นอีกเหรอ?" คือปากอย่างแดงอะ อย่างกะตัวอะไรก็ไม่รู้ ยังจะต้องไปดูตรงแสงอีก แสงห้องปกติมันชัดไม่พอรึไง? โมโหจริง ๆ
"อืม โอเคและ" โอเคตรงไหนฟะ? คราวหลังจะไม่เชื่ออะไรแม่อีกแล้ว แต่งเองดีกว่า
ก็นั่งกิน กินก็ลำบาก ต้องบิเบอเกอร์เข้าปากทีละคำ อนาถตัวเองอย่างแรง ชืดก็ชืด น้ำก็ชืดเพราะตั้งนาน น้ำแข็งละลายไปเกือบหมด คือกว่าจะแต่งหน้าจนคุณผู้หญิงพอใจก็ล่อไป 4 โมงครึ่ง ต้องลงไปเป็น reception ตอน 5 โมง กว่าจะกินได้เสร็จก็ 5 โมงตรงพอดี ไม่ต้องพักอะไรกันเลยทีเดียว แล้วพี่จอห์นก็เข้ามาบอกให้นอยลงไปรับเพื่อนพี่นุ้ยข้างล่างพร้อมคีย์การ์ดที่ชั้นสอง ป้าก็บอกว่าให้ไปเอาตารางแผนงานด้วยที่ชั้น 22 ก็ได้ดูแล้วล่ะ มันมีการเปลี่ยนแปลง ในใบก็จะมีชื่อคนแล้วก็มีหน้าที่ของคนนั้นอยู่ตามหลัง ทีนี้มันไม่มีชื่อพี่แนน เค้าก็บ่นอีก ทำนองน้อยใจน่ะแหละ ว่ามีชื่อนอย แต่ไม่มีชื่อเค้า แง่ว เอาเป็นว่าเราก็รีบลงไป ปรากฏ ลงไปแล้ว เดินหาจนทั่ว ก็ยังไม่เจอพี่คนนั้นที่ต้องลงมารับ หายไปไหนวะ? ก็ขึ้นมาข้างบนนึกว่าขึ้นมาได้แล้ว ก็ยังไม่ได้ขึ้นมา อะไรวะ โอ้ย... ช่างมัน ก็เลยเดินไปที่งานเลย ไปนั่ง พี่คนที่เป็นคนแปลนงานก็มาถามว่า เมื่อกี๊น้องต้องลงมารับพี่อีกคนใช่มั้ย? บอกว่าชั้นสองใช่ปะ? แล้วก็หาเค้าไม่เจอใช่มะ? คือเค้าลงไปชั้น 1 วุ่นวายมะ? เราก็แบบ เอ่อๆ เออออไปวะ โอ้ย...
อยากบอกว่า ที่ ๆ เรานั่งนี่อย่างกะไม่ใช่งานกลางคืน เพราะอะไรอะหรอ? เพราะว่า spotlight ครับท่าน ส่องมาตรง ๆ กูเลย เหอ ๆ ไอ้ลิปสีแปร๊ด ๆ ที่บอกว่างานกลางคืนก็ดูพอดีเองนั่นอะ คงแบบว่า ยิ่งกว่าพระอาทิตย์เลยละมั้งจังหวะนี้... แล้วไอ้ตาสองข้างที่ไม่เท่ากันนั่นน่ะ เหอ ๆ ... ปลงแล้วล่ะ...
การเป็น reception นี่มันเหนื่อยอย่างแรงเลยแฮะ คือต้องพูดต้อนรับคนมาเซ็นชื่อเขียนอวยพร แล้วก็แจกของชำร่วย แล้วก็ปั๊มบัตรจอดรถ อะโห... อย่างเมื่อยอะ คอก็แห้ง ลุกไปไหนก็ไม่ได้จนกว่าแขกจะหมด ส่วนป้าเราอีกคนที่ต้องนั่งเฝ้ากล่องซองยิ่งเศร้ากว่า ก็มันเป็นซองเงินทั้งนั้นนี่ เพิ่งรู้ว่าพี่ภาคเครื่องที่เป็นสโมฯมาก่อนที่เป็นเนียร์เราอะ คนที่พูดเก่ง ๆ ในซุ้มภาคเครื่องตอนเราอยู่ปีหนึ่งตั้งแต่วันรับน้อง เป็นญาติเราเอง อยู่ที่นครสวรรค์ งงเลย
จากนั้นก็เป็นช่วงส่งแขก ไปยืนเรียง ๆ กันหน้าโต๊ะ reception แล้วก็ "ขอบคุณค่า" "สวัสดีค่า" "ขอบคุณค่า" กันอยู่อย่างงั้น คือ... ปวดเท้ามากมาย ปวกขาด้วยก๊าบ เหมือนยืนเขย่งมาชาติกว่า เลยถอดรองเท้าแป๊บนึง ปรากฏว่ามีแขกกำลังจะกลับ เลยต้องยืนแบบเอาโต๊ะบัง ๆ ไม่ให้เห็นว่าไม่ได้ใส่รองเท้าแล้วก็ "สวัสดีค่า" "ขอบคุณค่า" "ขอบคุณนะค้า" เหอ ๆ มันส์ดีจริง ๆ
เสร็จแล้วก็ขึ้นไปเก็บของที่ห้องชั้น 31 คือพี่ปลาบอกว่าทางโรงแรมเค้าไปโรยกลีบบนเตียงแล้ว ป้าก็ตกใจว่าเค้าทิ้งซองใส่เงินไว้ข้างบน แล้วก็ไม่ได้นับไว้ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะมีใครเข้ามาในห้อง ก็เลยรีบขึ้นไป เค้าก็หาไม่เจอ แต่อารมณ์ว่าเค้าจำไม่ได้ว่าเค้าเอาไปเก็บไว้ไหน แต่แม่บอกว่าแม่เช็คให้แล้วก็ไม่เห็นว่ามีซองตรงนั้นตรงนี้แต่แรก ก็เลยไม่รู้ว่าตกลงยังไงแน่ คงไม่ได้มีใครเอาไปหรอก แค่จำไม่ได้ว่าเอาไว้ไหน พอกำลังจะกลับก็ไปสวนกับพี่นุ้ยกับพี่จอห์นพอดี พี่เค้าก็ชวนไปผับ 87 ของทางโรงแรม เพราะว่าได้บัตรกำนัลมาฟรี 20 drinks ก็ฌลยจะชวนคนนั้นคนนี้ไป แม่ก็บอกว่าก็อยู่สิ ก็เลยอยู่ นาน ๆ ที ก็ขึ้นไปข้างบนใหม่ แล้วอยู่ ๆก็มีญาติของพี่จอห์นโทรมาบอกว่ากระเป๋าตังค์เค้าหาย พี่นุ้ยกะพี่จอห์นก็เลยรีบลงไปเช็คให้ข้างล่าง ลงไปนานอยู่เหมือนกัน จนได้ใจความว่า ไม่ได้หายแต่ทิ้งไว้ในรถอยู่แล้วตั้งแต่ต้นเพราะกลัวหาย เฮ้อ... พี่นุ้ยด่าแหลก
ตอนไปผับ สุดท้ายคนเป็นญาติก็เหลือเราคนเดียวที่ไป เพราะว่าชวนคนอื่นช้าไป เค้ากลับกันไปหมดแล้วเหลือแต่เราที่ช่วยเก็บตกงานอยู่ทีหลัง คนอื่นเป็นเพื่อนที่ทำงานพี่นุ้ยที่ lucks music (พี่เราเคยทำงานในค่ายเพลงอะ ตอนนี้ยังทำอยู่มั้ง? ไม่แน่ใจ) มาแป๊บเดียวด้วย แล้วป้าเราก็ไป อือฮึ... drink เก่ง คอแข็งอย่างแรง ตอนแรกเราบอกว่าเราจะไม่ดื่มนะ ให้ยกโควต้าของเราให้คนอื่นได้เลย ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่าต้องกินอยู่ดี เพราะคุณป้าแอบเรื่องมาก คือเค้าสั่งเหล้าไม่เป็นครับ กินเป็นอย่างเดียว เค้าไม่รู้จัก cocktail อะ แล้วกูก็รู้จักไอ้แค่ที่เค้าดื่มกันในหนังด้วย เหอ ๆ แบบ colada หรือ martini อะไรงี้ อย่างอื่นก็แบ๊ะ ๆ เหมือนกันแหละ ก็จะรู้เรื่องว่า shot จะแรง อะไรงี้อะ ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ป้าก็เลยบอกว่าอย่างเพิ่งสั่ง ให้ป้าสั่งก่อน ถ้าป้าไม่ชอบจะได้สั่งใหม่ พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเค้าไม่ชอบแก้วนั้นกูต้องกินนั่นเอง เฮ้อ... ค่า... ได้ค่า... คือผับมันก็คนไม่แน่นนะ ร้านแต่งแบบมีระดับ คือในนั้นมีแต่ฝรั่งที่พักที่โรงแรมเค้ามาใช้บริการกัน มีคนไทยบ้าง ก็พวกที่มากะฝรั่งน่ะแหละ :p อือ สรุปแก้วแรกที่สั่งมา อร่อยอย่างแรง แต่ป้าบอกว่าไม่อร่อยเลย เพราะไม่มีรสของเหล้า พี่นุ้ยก็บอกว่า cocktail ที่ดีคือผสมแล้วต้องแรง แต่กินแล้วต้องไม่รู้เลยว่าผสมเหล้าลงไป เราก็แบบว่า กินก็ออกจาเป็นแอลกอฮอล์ขนาดนี้ มันไม่รู้ว่าผสมเหล้าตรงไหน? แต่ก็อร่อยมั่ก ๆ กินก็ได้ อิๆ แล้วป้าก็บอกว่า ขอที่แรงกว่านี้ เค้าคงไม่รู้ว่าเราคอแข็ง เลยแนะนำแบบที่อ่อน ๆ ให้ เพื่อนพี่นุ้ยเลยยกของเค้าให้ลองกินว่าชอบมั้ย ป้าก็บอกว่าอร่อยมา เหล้าต้องอย่างงี้สิ บอกให้เราชิม บอกไม่เอาก็ยังจะให้ชิม เอาก็เอาวะ จิบเข้าไปนิดนึง แหวะ! อย่างขมอะ แบบว่าอย่างกะกินเพียว มีรสมะนาวนิดนึง งิด เป็นรัมครับประชาชน เง้อ... ให้พี่ปลาลองชิม เค้าก็บอกว่าไม่อร่อย ส่วนตัวเค้าก็ลองสั่งอะไรมาไม่รู้ ไม่อร่อยเหมือนกัน แบบใส่เหล้าเยอะพอตัวเลย มีการมายัดเยียดให้เราลองกินอีกครั้ง จะให้เมากันเลยทีเดียว... ขมพอกับแก้วแรก แอะ... ไม่เห็นอร่อยเลย พวกเพื่อนเรามันกินกันเข้าไปได้ไงวะเนี่ย? นี่ขนาดผสมน้ำผลไม้บ้างแล้วนะ กินเพียวนี่คง แง้...
ตำแหน่งโต๊ะที่เราอยู่กันมันมองไม่เห็นเวที ป้าเลยชวนไปดูวงสดเค้าเล่นกัน พอดีเจอโต๊ะว่างสำหรับ 2 คนพอดีก็ไปนั่ง ไม่ได้ถือแก้วมา นั่งได้สักพักนึงป้าก็บอกว่า เราไปเอาน้ำมาตรงนี้กันมั้ย? ก็เลยเดินกลับไปหยิบให้ แล้วก็แกล้งบอกพี่ปลาว่า "ไปแดนส์กันมั้ย?" "แล้วแม่พี่อะ?" "ก็ด้วยกันอะแหละ" "แม่พี่ก็ด้วยเหรอ?" (น้ำเสียงอะเมซซิ่ง) "อื้อ" แล้วเราก็ถือแก้วสองแก้วกลับมาที่โต๊ะข้างหน้า สักพักป้าก็ชวนไปเต้นจริง ๆ ด้วยว่ะ เหอ ๆ ไม่อยากจะเชื่อเลย แล้วพี่ปลากะแฟนเค้าก็เดินมาพอดี ป้าก็บอกให้เค้าเฝ้าโต๊ะว่าเราจะไปเต้นกัน พี่เค้าก็แบบ เหอะๆ ก็นะ ป้าเกษียนมาจะสิบปีแล้วจ้า... ก็พาป้าไปที่ฟลอร์ เต้นจริง ๆ ด้วยครับ อยู่กันเกือบหน้าเวทีเลยทีเดียว คนมองกันตรึมอะ ป้ามาเต้น เหอๆ มีผู้หญิงคนนึงมาร่วมวงด้วยอะ บอกว่าสนุกดีเนอะ อือ ตลกดี แล้วป้าเค้าเต้นไม่เป็น ก็ได้แต่ก้าวชิด ก้าวชิด แล้วก็โยกไปโยกมาแบบแปลก ๆ ก็ตลกดีอะ แต่ก็มันส์ดี บนเวทีสดก็เป็นวงของฝรั่งคนดำทั้งวงอะ ร้องเพลงประสานเสียงแบบ motown แต่ว่าเป็นจังหวะ upbeat R&B Remix สุดยอดดดดดด ชอบอย่างแรง คือเต้นจนนักร้องไปพักเราก็ไปพักทีนึง แล้วพอนักร้องกลับมาใหม่ป้าก็ชวนไปต่อ เราก็ถามเค้าว่า "อีกเหรอ?" เค้าก็ตอบรับอย่างมั่นใจ เหอ ๆ เอาก็เอา จัดไป ก็ไปที่ฟลอร์อีกครับ ที่ตำแหน่งเดิมนั่นแหละ ได้ดูฝรั่งเค้าเต้นกัน อย่างกะดูหนังอยู่แน่ะ เจ๋งอย่างแรง ป้าเค้าเจ็บเท้า เราเลยถอดรองเท้าที่เราใส่อยู่ให้เค้าใส่แทนเพราะว่าเป็นส้นแบน แล้วเราก็มาใส่ร้องเท้าส้นสูงแทนเค้า เค้าชอบใจมากเลย แต่เราเจ็บแทน เอาวะ ทนมาทั้งวันแล้วอีกนิดก็ไม่เท่าไหร่หรอก เป็นคนดีมะ? อิอิ สักพักพี่ก็มาเต้นด้วย ฮะๆ แล้วพี่ก็ไปยก drink อันนึงมาให้ป้ากิน แก้วใหญ่มั่ก ๆ ป้าก็กิน พี่ก็ให้เราชิม (อีกแล้ว) สีมันเหมือน punch เราก็นึกว่าจะเป็นน้ำผลไม้ ก็กินเข้าไปยังไม่ทันกลืน ประมาณอึกพอดี ๆ ที่ไหนได้... อะโห แล้วพี่เพิ่งจะมาบอกว่าจิบน้อย ๆ นะ มันแรงมาก เวรกรรม ยังไม่กลืนกะว่าจะอมไว้ก่อนให้แอลกอฮอล์มันพอระเหยออกบ้าง แต่พอหายใจเข้าเท่านั้นแหละ อื้อหือ... อย่างงี้แล้วยังไม่เมาให้มันรู้ไปสิวะ คือขมมาก แล้วก็แรงมากๆๆๆๆ ด้วย ชื่อของมันคือ "Broken Hell" ครับ ส่วนผสมของมันก็คือ "เหล้าทุกชนิดที่มีอยู่ในบาร์" โอ้พระเจ้าจอร์จ กูเพิ่งกินอะไรเข้าไปเนี่ย??? แล้วขอร้องเหอะ ป้ากินเข้าไปคนเดียวครึ่งแก้วตอนอยู่บนฟลอร์อะ โอ้โห ทำไปได้ พอวงเลิก ก็ประมาณเกือบดี 2 เดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมกับครึ่งแก้วที่ยังเหลืออยู่ ก็นั่งคุยกันต่อ และแล้ว แก้วนั้นก็หมดครับ ป้าคนเดียวเลยครับ เหอ ๆ อะไรจะปานนี้ ได้อีก... เมา... แถมเป็นแบบเมาแล้วรั่วอีกตะหาก เอิ๊ก... แถมจะไม่คืนรองเท้าให้เราอีก รั่วได้อีกจริง ๆ สุดท้ายก็ได้คืนตอนขึ้นรถแล้ว แบบต้องทวงกันเลยทีเดียว แต่ก็นะ เค้าเมานี่นา...
พอทุกคนกลับกันไปหมดแล้วถึงมารู้ถึงปัญหาและความผิดแผนหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้น รวมถึงความเข้าใจผิดและความไม่พอใจที่เกิดขึ้นมากมาย อือฮึ... มีเรื่องแม่เราด้วย แต่ก็ค่อนข้างเห็นด้วยอะนะ ก็อยู่ในเหตุการณ์นี่นา บางครั้งก็ลำบากใจเหมือนกันนะ เวลาเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย มันยิ่งทำให้ลำบากใจในบางครั้ง แต่ก็เอาเหอะ คราวหลังก็รู้ไว้ระวังตัวเองก็แล้วกัน เฮ้อ... เหนื่อย กว่าจะถึงบ้านก็ตีสามกว่าแล้วล่ะ กลับมายังนอนไม่ได้นะ เพราะว่าต้องล้างหน้าก่อน คือล้างเครื่องสำอาง แล้วก็เอาเจลหนาเตอะบนผมออก กว่าจะได้นอนจริง ๆ ก็ตีสี่กว่า บอกตรง ๆ ว่ามึนมาก ไม่รู้ว่าเพราะพวกแอลกอฮอล์พิศดารที่ดื่มเข้าไป หรือเพราะมันดึกและก็เหนื่อยกันแน่ แต่ก็เอาเถอะ วันถัดไปก็กะว่าจะตื่นเช้าซะด้วย ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ แล้วก็นอนตอนดีสี่นิด ๆ
Note: วันนี้พี่สาวบ้ามาก โทรมาตอนงานเลี้ยงจากอเมริกาเข้ามือถือแฟนเค้า แล้วก็คุยแบบอย่างกะถ่ายทอดสด ให้พูดให้ฟังทุกรายละเอียดเลย แล้วก็โวยวาย ๆ ว่าอยากมา แล้วก็มาส่งหูให้คุยกับเรา แต่จังหวะนั้นจะให้พูดว่าอะไรล่ะ เล่นถามว่า "เป็นไงมั่ง งานเป็นไงมั่ง" ไอ้บ้า จะให้อธิบายยังไงล่ะ? ก็ส่งกลับให้แฟนเค้าคุยต่อ คุยจนแบตมือถือหมดกันทีเดียว แล้วก็โทรเข้าเครื่องแม่ให้สาธยายต่อ หมดอีกเครื่อง เหอๆ ดีนะเนี่ยที่ลืมโทรศัพท์ไว้บนห้องแต่งตัว ไม่งั้นมีหวัง หมดอีกคนแน่ ที่จริงตอนขึ้นมาก็มี 9 miss calls 5 ในนั้นเป็นพี่สาวโทรมา เอิ๊ก...
_________________________________________________________________________________________
12 March 2007
เดี๋ยวค่อยพิมพ์ต่อได้มั้ย? นี่มันจะตีห้าแล้ว พิมพ์ตั้งแต่สี่ทุ่มกว่า เหอ ๆ บอกแล้วว่ายาวจริง ๆ February 20 ชีวิต กับเรื่องที่ต้องคิดมาก...จะสอบอีกแล้วพี่น้อง เศร้าจริง ๆ เลย วันพุธนี้แล้วเหรอเนี่ย???
หลังจากนั้นอีก 1 วันก็ต้องส่งทั้งรายงานทั้งการบ้านกองพะเนิน ยังไมได้เริ่มเลยมึงเอ๊ยยยยยย
เดี๋ยวนี้เริ่มพิมพ์เป็นคำหยาบมากมาย เนื่องจากเก็บกด เหอ ๆ ขอเห๊อะ ปีนี้ต้องได้เกรดเกิน 3 คุณพ่อขอร้อง
ที่จริงคุณแม่ก็ขอร้อง แต่คุณแม่ของร้องมาได้ 3 ปีแล้วยังไม่สำเร็จ คุณพ่อเลยต้องขอร้องด้วยอีกคนเพื่อเสริมความพยายาม
เอาวะ!!! ยังไงก็คงต้องเอาให้ได้ 3.5 ครับเทอมนี้ เพื่อน ๆ พยายามด้วยกัน ภาคไฟคอมมิว ลุย!!!
(คือที่บอกว่าคอมมิวเพราะวิชาภาคอิเล็คมันมีแค่ตัวเดียว กรูจะได้Dogก็จากวิชาคอมมิวเนี่ยแหละ เอิ๊ก...)
ตั้งใจอ่านเต็มที่ (โกหก ยังเล่นเกมอยู่เลย) เอาน่า ๆ ก็พยายามแล้วนะ
จากเรื่องสอบมาเป็นเรื่องครอบครัว ตอนนี้ปัญหายุ่งยากมากมาย
คุณยายก็เอาแต่พูดวนไปวนมาเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ฟังมันได้ทุกวันเลยคับช่วงนี้
ออกมาจากห้องตัวเองเมื่อไหร่เป็นต้องได้ยินเสียงยายพูดถึงเรื่องไม่ดีที่เค้าคิดไปอยู่อย่างนั้น ซ้ำไปซ้ำมา
เฮ้อ... หดหู่ใจดีแท้ ตอนแก่แล้วเราจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกันมั้ยเนี่ย? เศร้าแฮะ...
พี่น้องเด็ก ๆ ทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอโตแล้วจนแก่ป่านนี้ยังทะเลาะกันเรื่องแค่นี้ มันน่าเวทนาจริง ๆ
เฮ้อ... นี่แหละน้า... เกิดก่อนไม่ได้แปลว่าฉลาดกว่าจริง ๆ (แรงไปมั้ยเนี่ย? ก็มันจริงนี่นา)
จากเรื่องครอบครัวก็มาเป็นเรื่องของหัวใจ ตอนนี้หัวใจกำลังจะถูกเอาไปซ่อนไว้ในห้องเก็บของ
เพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะว่าเดี๋ยวมันจะมีคนมาขโมยไปโดยไม่ได้ให้อะดิ
คนอ่านงงอะดิ เหอ ๆ เปล่าหรอก คือช่วงนี้มันจะสอบแล้ว ก็อยากจะพักรบเอาไว้บ้าง
ฝากข้อความถึงนายตัวดี
"ทำไมแกกลับมาตามติดอีกแล้ววะ แกช่วยเห็นแก่เราแล้วปล่อยเราไปช่วงนี้จะได้มั้ย เราจาไม่ไหวแล้ว
ต้องกลุ้มใจเรื่องเรียนแล้วยังจะต้องมาลำบากใจเรื่องแกอีก
คือสัญญาว่าหลังสอบจะคุยกันให้รู้เรื่องไปข้างนึงเลย
แต่ตอนนี้ขอเถอะค๊าบพี่ค๊าบ ขอสมาธิในการอ่านหนังสือสอบหน่อยเห๊อะ อย่ามายุ่งกับเราเล้ย"
ส่วนข้อความถึงนายขี้เมา
"รู้ตัวว่าป่วยก็กินยาแล้วรีบ ๆ นอนได้แล้ว อย่าลืมสัญญา 3 อาทิตย์ด้วย
แล้วก็... เออนั่นแหละ พูดไปหมดแล้ว"
ข้อความถึงตัวเล็ก
"เรื่องแตงอะช่างมันเหอะ แค่โมโห ระบายไปแล้วก็จบ แต่ระวังไว้บ้างก็ดีนะ ถึงไม่คิดอะไรแต่ก็ใจน้อยเป็นเหมือนกัน"
สุดท้ายนี้ถึงเหล่าพวกเพื่อนทะโมนทั้งหลาย
"จะสอบอยู่ทนโท่ แถมงานเป็นกองพะเนิน เลิกเล่นดอทเอได้แล้วเว่ย ไอ้พวกบ้า!!!"
และสำหรับเพื่อนสาวสวยทั้งหลาย
"ตั้งใจนะ กำลังใจที่จะให้ไม่ค่อยมีหรอก ช่วงนี้ให้ตัวเองหมด สู้สุดตัว ต้อง 3up แล้ว แกก็ด้วยนะ เอาให้ได้"
_____________________________________________________________
ข้อความพิเศษถึงเพื่อนเห็ด
"พี่กำแพงแสนทำเรื่องแล้วไงล่ะมึงเอ๊ย... รีบตัดสินใจ ไม่งั้นแกได้เสียคนอื่นไปแน่ ๆ"
ส่วนพี่ปร้อม อยากได้ก็จาให้
"ตั้งใจทำโปรเจ็คซะทีสิยะ! เล่นอยู่ได้+++" February 17 Maybe it's like this...?PROMISCUOUS - NELLY FURTADO feat. Timberland
[N:] Am I throwin you off?
[T:] Nope [N:] Didn’t think so [T:] How you doin’ young lady That feelin’ that you givin’ really drives me crazy You don’t haveta play about the joke I was at a loss of words first time that we spoke [N:] You're looking for a girl that’ll treat you right You lookin’ for her in the day time with the light [T:] You might be the type if I play my cards right I'll find out by the end of the night [N:] You expect me to just let you hit it But will you still respect me if you get it [T:] All I can do is try, gimme one chance What’s the problem I don’t see no ring on your hand [T:] I be the first to admit it, I’m curious about you, you seem so innocent [N:] You wanna get in my world, get lost in it Boy I’m tired of running, let's walk for a minute [Chorus] [T:] Promiscuous girl Wherever you are I’m all alone And it's you that I want [N:] Promiscuous boy You already know That I’m all yours What you waiting for? [T:] Promiscuous girl You're teasing me You know what I want And I got what you need [N:] Promiscuous boy Let's get to the point Cause we're on a roll Are you ready? [Verse] [N:] Roses are red. Some diamonds are blue Chivalry is dead. But you're still kinda cute [T:] Hey! I can't keep my mind off you Where you at, do you mind if I come through [N:] I’m out of this world come with me to my planet Get you on my level, do you think that you can handle it? [T:] They call me Thomas, last name Crown Recognize game, I'm a lay mine's down [N:] I'm a big girl I can handle myself But if I get lonely I’ma need your help Pay attention to me I don't talk for my health [T:] I want you on my team [N:] So does everybody else. [T:] Baby we can keep it on the low Let your guard down ain’t nobody gotta know If you're with it girl I know a place we can go [N:] What kind of girl do you take me for? [Chorus] [T:] Don't be mad, don't get mean [N:] Don't get mad, don't be mean [T:] Hey! Don't be mad, don't get mean [N:] Don't get mad, don't be mean [T:] Wait! I don't mean no harm I can see you with my t-shirt on [N:] I can see you with nothing on feeling on me before you bring that on [T:] Bring that on? [N:] You know what I mean [T:] Girl, I’m a freak you shouldn't say those things [N:] I’m only trying to get inside your brain To see if you can work me the way you say [T:] It's okay, it's alright I got something that you gonna like [N:] Hey is that the truth or are you talking trash Is your game M.V.P. like Steve Nash [Chorus] [T:] Promiscuous Girl Wherever you are I’m all alone And its you that I want [N:] Promiscuous Boy I'm calling your name But you're driving me crazy The way you're making me wait [T:] Promiscuous Girl You're teasing me You know what I want And I got what you need [N:] Promiscuous Boy We're one in the same So we don't gotta play games no more |
|
||||
|
|